::DPM::

Switch to desktop Register Login

“วงแหวนแห่งไฟ”

Rate this item
(1 Vote)

 

ณ ห้วงน้ำสีน้ำเงินอันกว้างใหญ่ไพศาล อาณาจักรแห่งท้องทะเล และ มหาสมุทรที่ครอบคลุมพื้นที่ถึงสามในสี่ส่วนของพื้นโลก เป็นที่ยึดเหนี่ยวหล่อหลอมผืนดินให้รวมเป็นผืนเดียวกัน และ เป็นที่หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตบนโลกมาเป็นเวลาช้านาน จึงอาจเปรียบได้ว่าโลกใต้มหาสมุทรเป็นดังต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง และ ภายใต้ท้องมหาสมุทรอันแสนลึกลับนี้ล้วนเต็มไปด้วยความหลากหลายของชีวิตจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดเล็กมากที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ไปจนถึงชีวิตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นโลกใต้มหาสมุทรจึงจัดได้ว่าเป็นแหล่งรวมธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ และ ทรงคุณค่าที่สุดของมวลมนุษยชาติ หลายคนอาจสงสัยกันมานานแล้วว่า พลังงานที่สร้างสิ่งมีชีวิตบนโลกนั้นมาจากไหนกันแน่? มาจากแสงสว่าง ความร้อนจากแสงแดด หรือความร้อนใต้พื้นพิภพ? ในยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์ยังไม่เฟื่องฟู อยู่ภายใต้การครอบงำของการเคารพนับถือเทพเจ้า เมื่อก่อนนั้นแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคิดว่าสิ่งมีชีวิตควรจะมาจากสวรรค์ โดยมีเทพเจ้าเป็นผู้สร้าง แบ่งแยกเป็นผู้ดูแล ผืนฟ้า ผืนดิน และผืนน้ำ มีความเชื่อว่าเทพเจ้าที่ดูแลปกปักรักษาผืนน้ำนั้น คือเทพโปเซดอน (Poseidon) [1] บางตำนานกล่าวว่ามีท่อนล่างเป็นปลาคล้ายนางเงือก เป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเล และมหาสมุทร เป็นผู้ปกครองดินแดนแห่งท้องน้ำทั้งหมดทั้งมวล ตั้งแต่แหล่งน้ำจืด เช่น แม่น้ำ ลำคลอง จนถึงใต้บาดาล นอกจากนี้แล้วยังถือว่าเป็นเทพแห่งแผ่นดินไหว เนื่องจากเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเลที่หงุดหงิด โมโหง่าย และ อารมณ์รุนแรง ดวงเนตรสีฟ้าดุดันมองผ่านทะลุม่านหมอกได้ และ เกศาสีน้ำทะเลสยายลงมาเบื้องหลัง พระองค์ได้รับสมญานามว่า “ผู้เขย่าโลก” เพราะเมื่อปักตรีศูลลงบนพื้นดินแล้ว โลกจะพลันสั่นสะเทือน และแยกออกจากกัน เป็นสาเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวตามความเชื่อกรีกโบราญ และ เมื่อฟาดตรีศูลลงบนทะเลจะบังเกิดคลื่นลูกใหญ่เท่าภูเขา เป็นสาเหตุให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามินั่นเอง แต่เมื่อยามโพไซดอนอารมณ์ดี พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไป ทำให้ทะเลสงบและทรงยกแผ่นดินใหม่ขึ้นจากน้ำ โปไซดอนจึงถือเป็นนายของทุกชีวิตที่แหวกว่ายระเริงชลภายใต้มหาสมุทร

      

รูป: โพไซดอน เทพเจ้าแห่งท้องทะเล

ที่มา: http://variety.phuketindex.com/faith/ โพไซดอน-โพเซดอน-poseidon-379.html

ในส่วนของความเชื่อที่ว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกมาจากแสงสว่าง หรือ ความร้อนจากแสงแดดนั้น จากข้อมูลใหม่ๆพบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากมีการพบสิ่งมีชีวิตจำนวนมากใต้มหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์หลุดรอดลงไปได้เลย สิ่งมีชีวิตตัวแรกบนโลกอาจจะเกิดขึ้นใต้มหาสมุทรก็เป็นได้ ในบริเวณที่เรียกว่า Deep-sea hydrothermal vents [2] ซึ่งเป็นรอยแยกของเปลือกโลกใต้มหาสมุทรลึก เป็นเรื่องแปลกมากที่ค้นพบสิ่งมีชีวิตจำนวนมากในสถานที่เช่นนี้ คาดกันว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาศัยพลังงานเคมี และ ความร้อนที่พ่นออกมา การค้นพบนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการพบสิ่งมีชีวิตในที่ไม่มีพลังงานจากแสงอาทิตย์เลย และ เป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตแรกของโลกอาจเกิดจากสภาวะนี้เช่นเดียวกัน และ จากหลักฐานทางชีววิทยาพบว่าสิ่งมีชีวิตที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด เป็นพวกที่สามารถปรับตัวเข้ากับความร้อนได้ดี ทำให้ทฤษฎีที่ว่าสิ่งมีชีวิตเกิดจาก Deep-sea hydrothermal vents มีความเป็นไปได้สูงมาก และ ยังมีความสำคัญทางธรณีวิทยาเกี่ยวข้องกับการเกิด และ เลื่อนตัวของชายฝั่งทะเลตามแนว Deep-sea hydrothermal vents ซึ่งจะมีหินละลาย (magma) จากใต้พื้นโลกดันขึ้นมาเกิดเป็นแผ่นดินอยู่เรื่อยๆหินละลายเหล่านี้มีจะอุณหภูมิสูงมาก ส่งผลให้น้ำทะเลที่อยู่บริเวณนั้นอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 404 องศาเซลเซียส ในขณะที่น้ำทะเลรอบๆ มีอุณหภูมิเหนือจุดเยือกแข็งเพียงเล็กน้อย เมื่อน้ำที่มีอุณหภูมิต่างกันมาผสมกับสารประกอบพวกกัมมะถัน ก็จะทำให้เกิดควันดำพุ่งขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า "black smoker" [3]


รูป: black smoker จากบริเวณ Deep-sea hydrothermal vents

เมื่อพูดถึงท้องทะเลหลายคนคงยังไม่ทราบว่า ไม่เพียงแค่บนพื้นดินเท่านั้นที่มีภูเขาไฟ ใต้ท้องทะเลก็มีภูเขาไฟซ่อนอยู่เช่นเดียวกัน ใต้ท้องทะเลนั้นไม่ได้เป็นผืนทรายราบเรียบกว้างใหญ่ไพศาลไปเสียทั้งหมด แต่มีทั้งสภาพที่เป็นเนินทราย กองหิน แท่งหิน ภูเขาหรือแม้กระทั่งเป็นหุบเหวลึก อย่างเช่นท้องทะเลส่วนที่ลึกที่สุด ซึ่งเรียกกันว่า “ร่องลึกมารีนา” [4] ในมหาสมุทรแปซิฟิก เขตประเทศฟิลิปปินส์ ถ้าใครตกน้ำจมลงสู่ก้นทะเลแถวนี้ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่ชั่วโมงจึงจะจมลงถึงพื้น ความลึกของร่องลึกมารีนานั้นถ้าวัดกันในแนวดิ่งแล้ว มีระยะทางมากกว่าความสูงของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่างยอดเขาเอเวอร์เรสต์แห่งเทือกเขาหิมาลัยเสียอีก จะเห็นได้ว่าโลกใต้มหาสมุทรนั้นยังคงมีความลึกลับมหัศจรรย์ ให้ศึกษาค้นคว้าอีกมากมาย ในอนาคตเราอาจค้นพบสิ่งมหัศจรรย์อันงดงามล้ำค่าหรือสิ่งอันน่าสะพรึงกลัวใต้ท้องทะเลขึ้นมาอีกก็เป็นได้ อย่างเช่นในกรณีการค้นพบภูเขาไฟยักษ์ใต้มหาสมุทรอินเดีย โดยนักวิทยาศาสตร์อังกฤษที่ดำลงไปสำรวจพื้นมหาสมุทรเพื่อศึกษาถึงธรรมชาติการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ บริเวณชายนอกฝั่งทางตะวันตกของอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ห่างไปทางตะวันตกของเกาะสุมาตราประมาณ 330 กิโลเมตร ได้ค้นพบภูเขาไฟขนาดใหญ่ใต้น้ำ โดยนายยูซุฟ สุรัชมาน ดีจาจา-ดีฮัจจา ผู้ชี่ยวชาญการสำรวจทางธรณีวิทยาทางทะเล และให้ความเห็นว่า ภูเขาไฟซึ่งมีความสูง 15,000 ฟุต และมีฐานกินพื้นที่เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร ถือเป็นการค้นพบที่คาดไม่ถึง ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าภูเขาไฟลูกนี้จะมีการเคลื่อนไหวหรือไม่ แต่ถ้าเกิดการประทุขึ้นก็จะเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงของการสำรวจใต้ทะเลก็เพื่อทำความเข้าใจให้มากขึ้น ถึงสาเหตุของภัยธรรมชาติอย่างการเกิดสึนามิในเอเชีย เมื่อปี พ. ศ. 2547 ที่ได้คร่าชีวิตประชาชนไป 230,000 คน ในกว่า 10 ประเทศ และ ผู้เสียชีวิตกว่าครึ่งอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวมากที่สุด เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่บริเวณรอยเลื่อน และ ภูเขาไฟที่เรียกกันว่า วงแหวนแห่งไฟ (Ring of fire) [5]

เชื่อหรือไม่ว่า ทั้ง 3 ภัยพิบัติ คือ คลื่นยักษ์สึนามิถล่ม แผ่นดินไหว และ ภูเขาไฟระเบิด ล้วนเกิดจากต้นกำเนิดเดียวกัน คือ วงแหวนแห่งไฟคือ Ring of fire หรือ Pacific Ring of Fire [6] ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นบริเวณในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดแผ่นดินไหว และ ภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง มีลักษณะเป็นเส้นเกือกม้า ความยาวรวมประมาณ 40,000 กิโลเมตร และวางตัวตามแนวร่องสมุทร แนวภูเขาไฟและบริเวณขอบแผ่นเปลือกโลก โดยมีภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ภายในวงแหวนแห่งไฟทั้งหมด 452 ลูก และเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาไฟคุกกรุ่นอยู่กว่า 75% จากข้อมูลอันน่าสะพรึงพบว่าเหตุแผ่นดินไหวประมาณ 90% ของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลก และ กว่า 80% ของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เกิดขึ้นในบริเวณวงแหวนแห่งไฟนี้ นอกจากวงแหวนแห่งไฟแล้ว ยังมีแนวแผ่นดินไหวอีก 2 แห่ง ได้แก่ แนวเทือกเขาอัลไพน์ ซึ่งมีแนวต่อมาจากเกาะชวาสู่เกาะสุมาตรา (สาเหตุของแผ่นดินไหว และ สึนามิที่ถล่มอินโดนีเซีย) ผ่านเทือกเขาหิมาลัย และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แนวแผ่นดินไหวแห่งนี้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น 17% ของทั่วทั้งโลก และ อีกแห่งคือ แนวกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น 5-6% ของทั้งโลก โดยร่องเกือกม้าของวงแหวนแห่งไฟ เกิดจากการเคลื่อนที่ และ การชนกันของแผ่นเปลือกโลกที่เลื่อนและแยกตัวกันเป็นแผ่น ๆ และ มีชื่อแตกต่างกันไป แต่บริเวณใต้วงแหวนที่ส่งผลกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มากที่สุด และ เป็นแผ่นเปลือกโลกขนาดเล็กมากมายที่ติดกับแผ่นแปซิฟิกเริ่มตั้งแต่หมู่เกาะมาเรียน่า ประเทศฟิลิปปินส์ เกาะบัวเกนวิลเล ประเทศตองกา และ ประเทศนิวซีแลนด์ แนววงแหวนแห่งไฟยังมีแนวต่อไปเป็น แนวอัลไพน์ ซึ่งเริ่มต้นจากเกาะชวา เกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย รอยเลื่อนที่มีชื่อเสียงที่ตั้งบนวงแหวนแห่งไฟนี้ ได้แก่ รอยเลื่อนซานอันเดรียส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กอยู่เป็นประจำ ส่วนภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงที่ตั้งอยู่ในวงแหวนแห่งไฟ (เฉพาะในเอเชีย) ได้แก่ ภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น ภูเขาไฟพินาตูโบ มายอน ทาล และคานลายอน ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งภูเขาไฟพินาตูโบเคยเกิดระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1991 ภูเขาไฟแทมโบรา เคลูด และเมราปี ในประเทศอินโดนีเซีย ภูเขาไฟลูอาเปทู ประเทศนิวซีแลนด์ [7]

แผนที่แสดงที่ตั้งภูเขาไฟทั่วโลก

http://hilight.kapook.com/view/57074


นี่ก็คือเรื่องราวของ "วงแหวนแห่งไฟ" ที่เคยสร้างภัยพิบัติให้มนุษย์โลกมาแล้วหลายต่อหลายครา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และ ยังทรงพลังที่จะสร้างความหายนะจากภัยธรรมชาติให้กับมนุษย์ต่อไปอีกเรื่อย ๆ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลก ก็จะพบว่า ล้วนเกิดในบริเวณ "วงแหวนแห่งไฟ" แทบทั้งสิ้นโดยเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ใหญ่ที่สุดในโลก 5 อันดับแรกได้แก่ [8]
อันดับที่ 1
: 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1960 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.5 ริกเตอร์ ที่เมือง Valdivia ประเทศชิลี
อันดับที่ 2 : 27 มีนาคม ค.ศ. 1964 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.2 ริกเตอร์ที่อลาสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา
อันดับที่ 3 : 26 ธันวาคม ค.ศ. 2004 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1 ริกเตอร์ ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งครั้งนี้ทำให้เกิดคลื่นสึนามิกระทบมายังประเทศไทย จนมีผู้เสียชีวิตหลายพันคนในประเทศไทย ขณะที่มีผู้เสียชีวิตจากประเทศที่ได้รับผลกระทบรวมกว่า 230,000 คน
อันดับที่ 4 : 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1952 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ ที่ KamChatka ประเทศรัสเซีย
อันดับที่ 5 : 11 มีนาคม ค.ศ. 2011 เกิดแผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์ ที่เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่พัดถล่มประเทศญี่ปุ่นเสียหายเป็นจำนวนมาก


 

รูป: ภูเขาไฟใต้น้ำระเบิด

 

ที่มา: http://atcloud.com/stories/94048

ที่น่ามหัศจรรย์ไปกว่านั้นก็คือ เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวออกมาว่าทีมนักวิจัยทางทะเลของไทย พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญธรณีวิทยาทางทะเล ได้ร่วมกับนักวิจัยจากประเทศเยอรมนี สำรวจพบภูเขาโคลนใต้ทะเลอันดามันถึงสี่ลูกด้วยกัน โดยสำรวจพบในบริเวณน่านน้ำเศรษฐกิจของไทย ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะภูเก็ตออกไปราว 200 กิโลเมตร ภูเขาโคลนดังกล่าวอยู่ในระดับความลึกราว 1,000-2,800 เมตร บริเวณไหล่ทวีปมะริด โดยแต่ละลูกมีความกว้างของฐานราวหนึ่งกิโลเมตร ลักษณะรูปทรงภูเขามียอดสูงจากพื้นทะเลราว 60-100 เมตร [9] การสำรวจครั้งนี้ทีมสำรวจได้ใช้เครื่องตรวจวัดโดยเครื่องมือหยั่งน้ำแบบหลายคลื่นความถี่ทำให้ได้ทราบลักษณะโครงสร้างของสิ่งที่สันนิษฐานว่า จะเป็นภูเขาโคลนใต้ทะเล อย่างไรก็ตามทีมสำรวจรายงานว่าสิ่งที่ค้นพบเป็นเพียงการสันนิษฐานเบื้องต้นเท่านั้น ทีมงานจะทำการสำรวจอย่างละเอียดโดยใช้เครื่องมือที่ทันสมัย อย่างเช่นยานสำรวจใต้น้ำลงไปสำรวจ และ เก็บตัวอย่างอีกครั้ง ข่าวการค้นพบภูเขาโคลนใต้ทะเลอันดามันดังกล่าวทำให้บางคนอาจะเชื่อมโยงไปถึงความเปลี่ยนปลงของโลกใต้ทะเลหลังเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ และ ความวิตกกังวลไปถึงว่าภูเขาโคลนดังกล่าวจะเป็นภูเขาไฟใต้ทะเลหรือไม่ ซึ่งหากเป็นภูเขาไฟใต้ทะเลก็อาจก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิขึ้นได้หากมันเกิดปะทุหรือระเบิดขึ้นมาในอนาคต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทุกฝ่ายต่างยืนยันตรงกันว่า ภูเขาโคลนดังกล่าวไม่ใช่ภูเขาไฟใต้น้ำอย่างแน่นอนไม่ต้องเป็นห่วงหรือเป็นกังวลแต่ประการใด

ในโลกนี้มีเทพเจ้าอยู่มากมายเหลือคณานับแต่เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดอย่างแท้จริงแล้วคงหนีไม่พ้น “ธรรมชาติ” ที่เป็นทั้งปวงเทพเจ้าหรือพระผู้สร้าง เพราะทรงสร้างทุกสรรพสิ่งรวมทั้งชีวิตทั้งหลายทั้งปวง และ พระเจ้านี้นี่เองที่ได้ถูกมนุษย์ปรุงแต่งกันไปตามจุดประสงค์หรือความปรารถนา ตลอดจนผลประโยชน์บางประการ แล้วยังตักตวงความปรารถนาสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนโดยไม่มีที่สิ้นสุด แม้นับได้ว่าธรรมชาติเป็นพระเจ้าผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุดก็จริง แต่ท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติตนตามอำเภอใจ และ ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมเป็นที่สุด ทุกอย่างล้วนมีขีดจำกัด มีจุดสิ้นสุด เพราะตราบใดแล้วที่มนุษย์ยังคงตักตวงเอาผลประโยชน์จากเทพเจ้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยไม่มีการบวงสรวงเซ่นไหว้คืนเทพเจ้าแล้ว เทพเจ้าก็อาจพิโรจน์ และส่งบทลงโทษอันร้ายแรง กลับมาสู่มวลมนุษย์ ด้วยนับเนื่องแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบัน ท่านยังทรงธำรงรักษาไว้ซึ่งกฎอันศักสิทธิ์ ไม่ลำเอียง ไม่รับคำอ้อนวอนใดๆ และ ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเทพเจ้าองค์นี้จะพิโรจน์ขึ้นมาตอนไหนบ้าง นั่นแหละคือเทพเจ้าสูงสุด หรือ ธรรมชาตินั่นเอง

 

 

 

อ้างอิง

 

[1] Wikipedia. 2012. Poseidon. เข้าถึงได้ที่ URL: http://en.wikipedia.org/wiki/Poseidon. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555.

[2] ชมรมดำน้ำโคราช. 2008. พลังงานที่สร้างสิ่งมีชีวิตบนโลกนั้นมาจากไหน. เข้าถึงได้ที่ URL: http://www.koratdiveclub.com/artical/deepsea2.htm. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555.

[3] A. Teske. 2009. Deep-Sea Hydrothermal Vents. Encyclopedia of Microbiology (Third Edition). 80–90.

[4] Wikipedia. 2012. Mariana Trench. เข้าถึงได้ที่ URL: http://en.wikipedia.org/wiki/Mariana_Trench. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555.

[5] คม ชัด ลึก. 2555. พบภูเขาไฟขนาดยักษ์อยู่ใต้มหาสมุทรอินเดีย. เข้าถึงได้ที่ URL: http://www.komchadluek.net/index.php. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555.

[6] Wikipedia. 2012. วงแหวนแห่งไฟ .http://th.wikipedia.org/wiki/วงแหวนแห่งไฟ#cite_note-0. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555.

[7] เค เนชั่น บล็อก. 2553. วงแหวนแห่งไฟ Ring of Fire. เข้าถึงได้ที่ URL: http://www.oknation.net/blog/lovelearnlife/2011/03/13/entry-1. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555.

[8] วงแหวนแห่งไฟ หายนะแห่งภัยธรรมชาติ. 2555. เข้าถึงได้ที่ URL: http://hilight.kapook.com/view/57074. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555.

[9]ความรู้. 2549. ฮือฮาไทยพบภูเขาไฟ 4 ลูก ใต้ทะเลใกล้ภูเก็ตขุมน้ำมัน. เข้าถึงได้ที่ URL: http://knowledge.eduzones.com/knowledge-2-4-34033.html.


 

Last modified on Tuesday, 11 September 2012 18:30

© 2012 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

Top Desktop version