::DPM::

Switch to desktop Register Login

ภัยจากพายุฤดูร้อน การเตรียมรับมือและการป้องกัน

Rate this item
(18 votes)

ช่วงอากาศร้อน และร้อนต่อเนื่องหลายวัน คนส่วนใหญ่จะนึกถึง พายุฤดูร้อน ซึ่งพายุฤดูร้อนนี้จะเกิดขึ้นทุกปี และมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ พายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorms) พายุนี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน มักเกิดในราวเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน หรือในช่วงก่อนเริ่มต้นฤดูฝน แต่ปีนี้พายุฤดูร้อนมาต้นเดือนมีนาคม มีความแรง และกินบริเวณกว้าง พายุฤดูร้อนสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือน ที่อยู่อาศัยต่างๆ ต้นไม้โค่นล้ม เช่น  พายุฤดูร้อนพัดถล่มที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่งผลให้บ้านเรือนสถานที่ราชการเสียหายกว่า 200 หลังคาเรือน ครอบคลุม 2 อำเภอ [1] และพายุฤดูร้อนพัดถล่ม อำเภอเปือยน้อย และ อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น ได้เกิดพายุลมแรงพัดผ่านหมู่บ้าน มีลูกเห็บตก สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชนจำนวนมาก ความเสียหายมากกว่า 300 หลังคาเรือน [2] ที่หนักที่สุดคือจังหวัดเชียงราย พายุถล่ม 3 วันติดต่อกัน 160 หมู่บ้าน บ้านเรือนเสียหาย 2,600 หลัง [3] พายุฤดูร้อนนั้นจะทำให้การหมุนเวียนของอากาศแปรปรวนอย่างรวดเร็ว จึงเป็นสาเหตุให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ลมพายุพัดอย่างแรง โดยมีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่าเกิดขึ้น หรือในบางครั้งอาจมีลูกเห็บตกลงมาด้วย แต่ฝนที่ตกนั้นจะตกไม่นาน เพียงแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงก็จะหยุดไป และกินพื้นที่แคบๆ ประมาณ 10-20 ตารางกิโลเมตร เมื่อฝนหยุดตกแล้วอากาศจะเย็นลง และท้องฟ้าจะเปิดอีกครั้ง [4]

                สาเหตุการเกิดพายุฤดูร้อน  สำหรับประเทศไทย พายุฤดูร้อนเกิดจากการที่ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคุลมประเทศไทย จึงทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยและอากาศที่แห้งและเย็นจากประเทศจีน อากาศเย็นจะผลักให้อากาศร้อนชื้นลอยตัวขึ้นสู่ข้างบนอย่างรวดเร็ว จนเมื่อไอความชื้นขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ จนก่อตัวเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นก้อนสีเทาเข้มสูงมากกว่า 10 กิโลเมตร หรือที่เรียกว่าเมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ฟ้าแลบและฟ้าผ่าตามมา และหากอุณหภูมิบนยอดเมฆต่ำกว่า ลบ 60 ถึง ลบ 80 องศาเซลเซียส ก็สามารถทําให้เกิดลูกเห็บตกได้ [5]

                การเตรียมการรับมือ และการป้องกันอันตรายจากพายุฤดูร้อน [6]

สิ่งที่ควรทำก่อนพายุจะมา

- ติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศทางวิทยุหรือโทรทัศน์

- รวบรวมและเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อม

- ประเมินระดับความปลอดภัยของบ้านท่านรวมทั้งโรงรถและต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียง

- เรียนรู้แผนฉุกเฉินประจำสถานที่เช่น สถานที่ทำงานของท่านหรือที่โรงเรียนหรือที่ศูนย์เด็กเล็ก

- ขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์ของท่านในการดูแลสัตว์เลี้ยงในสถานการณ์ฉุกเฉิน

- ค้นหาว่าผู้ใดในหมู่บ้านของท่านที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เช่น คนชรา คนพิการหรือเพื่อนบ้านที่พูดภาษาไทยไม่ได้ เป็นต้น

- เรียนรู้วิธีใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากผู้ขายหรือหนังสือคู่มือในกรณีที่ท่านมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าส่วนตัว

สิ่งที่ควรทำในระหว่างเกิดพายุ

- อย่าตกใจ ปกป้องตนเองให้ปลอดภัยและช่วยเหลือผู้อื่น

- ปิดเตาขณะทำอาหารเมื่อไฟฟ้าดับและปิดอุปกรณ์ที่ใช้แก๊สทุกชนิด

- ถ้าท่านอยู่ในบ้านหรือในอาคาร จงเคลื่อนตัวให้ห่างหน้าต่างหรือวัตถุอื่นๆ ที่อาจหล่นลงมาโดนท่านและควรลงไปอยู่ชั้นล่างของบ้านหรือของอาคาร

- ถ้าท่านอยู่นอกบ้าน ควรเข้าไปอยู่ในบ้านหรืออาคาร หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สายไฟฟ้าที่ขาดเสาไฟฟ้าและต้นไม้

- ถ้าท่านกำลังขับขี่ ควรจอดรถ และหยุดในบริเวณที่ห่างจากต้นไม้ ถ้าเป็นไปได้จงวิ่งเข้าไปอยู่ในอาคารที่ปลอดภัย จงอยู่ห่างจากสะพานลอยเสาไฟฟ้าและสิ่งอันตรายอื่นๆ

– จงรับฟังข่าวสารทางวิทยุเพื่อที่จะได้ปฏิบัติตาม

สิ่งที่ควรทำภายหลังพายุสงบ

- ตรวจสอบอาการบาดเจ็บของตัวท่านและบุคคลรอบข้าง

- อพยพจากอาคารที่ได้รับความเสียหายและห้ามเข้าไปในอาคารดังกล่าวจนกว่า ทางราชการจะประกาศรับรองความปลอดภัย

- โทรแจ้ง 191 เฉพาะกรณีฉุกเฉินที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

- ถ้าท่านได้กลิ่นแก๊สหรือได้ยินเสียงวัสดุเสียดสีกัน จงรีบปิดถังแก๊สและเปิดหน้าต่างแล้วหนีจาก อาคารโดยเร็ว ห้ามใช้ไม้ขีดไฟ จุดเทียน จุดไฟ หรือเปิดสวิตช์ไฟฟ้าในอาคาร

- ให้ความช่วยเหลือเพื่อนบ้านของท่าน โดยเฉพาะคนชราหรือคนพิการ

- พยายามติดต่อขอความช่วยเหลือโดยใช้ โทรศัพท์ทางไกลและหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ระดับพื้นที่

- คอยติดตามรับฟังข่าวสารทางวิทยุเพื่อปฏิบัติ ตามคำสั่งหรือรับแจ้งว่าพายุได้สงบลงแล้ว โดยปกติสถานีวิทยุจะแจ้งสถานที่หลบภัยฉุกเฉิน สถานที่ให้บริการด้านสุขอนามัยและรายงาน ความเสียหายที่เกิดขึ้น

หลีกเลี่ยงอันตรายจากพายุและฟ้าผ่า เมื่อต้องอยู่ในที่โล่งแจ้ง[7]

-หากอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้นั่งกอดเข่า โน้มตัวไปข้างหน้า โดยพยายามให้เท้าติดดินน้อยที่สุด และไม่ควรนอนราบกับพื้น เพราะพื้นที่เปียกจะเป็นสื่อนำไฟฟ้ามาทำอันตรายได้

-ไม่ควรหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะฟ้าอาจจะผ่าลงมาได้ เนื่องจากฟ้าจะมักผ่าลงมาในจุดที่สูงมากกว่า รวมทั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ เสาไฟฟ้า เพราะเสี่ยงต่อการถูกล้มทับได้

-ควรหลบในอาคาร หรือในรถยนต์ แต่ห้ามอยู่ใกล้ผนังอาคาร และอย่าแตะตัวถังรถเป็นอันขาด เพราะหากเกิดฟ้าผ่าขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าเข้าถึงตัวได้ [7], [8]

-ไม่ใส่เครื่องประดับโลหะ รวมทั้งถือวัตถุที่เป็นโลหะ เช่น ทองคำ ทองแดง เงิน เมื่อต้องอยู่กลางแจ้งขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากโลหะสามารถนำไฟฟ้าได้

-งดเว้นการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด และโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์สื่อสารชั่วคราว เพราะในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง มักเกิดฟ้าผ่า อาจทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ [7], [9]

อ้างอิง

[1] ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9550000026733

[2] กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/พายุฤดูร้อนถล่มบ้านเรือนขอนแก่นพัง300หลัง.html

[3] ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 15 มีนาคม 2555

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9550000033665

[4] http://www.tmd.go.th

[5] สวทช. http://kmcenter.rid.go.th/kmc14/model/natural_disaster.pdf

[6] ศูนย์บริหารจัดการความเสี่ยง มหาวิทยาลัยมหิดล สืบค้นวันที่ 8 มกราคม 2555 จากhttp://www.op.mahidol.ac.th/orau/index.php/articles/60-Risk-Poster/147-Hurricane-disasters-what-should-not-be-overlooked.html

[7] http://www.cmmet.tmd.go.th/met/natural_danger.php

[8] http://wiki.answers.com/Q/Why_is_it_safe_to_be_in_a_car_during_lightning

[9] http://www.naples.net/govern/county/emrgmgt/thunder2.htm

© 2012 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

Top Desktop version