::DPM::

Switch to desktop Register Login

อิฐบล็อค นาโน (Nano Block) นวัตกรรมใหม่ เปลี่ยนแนวคิดการสร้างบ้านเพื่อรับมือน้ำท่วม

Rate this item
(16 votes)

ระบบการก่อสร้างในปัจจุบันของประเทศไทย พบว่ายังคงมีปัญหาอยู่มาก อาทิ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน วัสดุก่อสร้างมีราคาแพง ต้นทุนและค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน รวมถึงแนวโน้มการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ ดังนั้นช่องทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคงหนีไม่พ้นความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นการพัฒนาที่มักจะสวนทางกับกระแสอนุรักษ์โลก ด้วยเหตุผลที่ว่าความเจริญล้ำหน้ามักจะก่อให้เกิดปัญหาสภาวะโลกร้อนตามา ซึ่งส่งผลโดยรวมมาจากการใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง จนก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ และยังส่งผลกระทบต่อความผันผวนของกระแสเศรษฐกิจโลกอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ในการสร้างที่อยู่อาศัยแบบรักษ์โลก และสามารถรับมือภัยพิบัติด้วยอิฐบล็อค นาโน (Nano Block) ขึ้น โดยจัดเป็นนวัตกรรมใหม่ในวงการก่อสร้างที่จะตอบโจทย์กระแสรักษ์โลกในอนาคต

               อิฐบล็อค นาโน (Nano Block) หรือ Thai Nano Eco Block เป็นนวัตกรรมการก่อสร้างใหม่ของไทย ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การก่อสร้างบ้านในยุคปัจจุบัน ที่มีค่าวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แรงงานหายาก มีราคาแพง และฝีมือต่ำ ไม่ประหยัดพลังงาน ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่แข็งแรงทนทาน และไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติต่างๆได้ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุ ลูกเห็บ ความร้อน ความหนาว เป็นต้น ซึ่งเมื่อเกิดภัยพิบัติเหล่านี้ส่งผลให้บ้านเรือนพังทลาย ประชนไร้ที่อยู่อาศัยตามมา ดังนั้นอิฐบล็อค นาโน (Nano Block) นวัตกรรมการก่อสร้างใหม่ของไทย จึงได้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าวโดยเฉพาะ โดยออกแบบให้อิฐบล็อค นาโน หล่อเป็นคอนกรีตแบบเปียก (Wet Process) เพื่อให้แข็งแรงทนทาน ไม่ดูดซึมน้ำ กันเสียงได้ดี โดยให้ใช้วัสดุในท้องถิ่น ใช้แรงงานท้องถิ่น ไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือโรงงานขนาดใหญ่ เพื่อลดค่าขนส่ง ลักษณะตัวบล็อคเป็นเดือยด้านบนและล่าง ทำให้ง่ายในการก่อผนัง ช่วยรับแรงด้านข้างได้เป็นอย่างดี และ สามารถก่อเองได้โดยไม่ต้องใช้ช่างก่อสร้าง ตัวบล็อกออกแบบให้มีรูกลวงตรงกลาง ทำให้เป็นฉนวนกันความร้อนเพิ่มขึ้น หรือใส่วัสดุฉนวนกันความร้อนได้เพิ่มเติมที่มีราคาถูก เช่น ทรายหยาบ หรือ เพอร์ไลท์ [1] [2]เป็นต้น และสามารถใช้ร้อยสายไฟฟ้า ประปา ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาสกัดผนังออกเหมือนกับอิฐประเภทอื่น

รูป: การก่อสร้างโดยใช้ อิฐบล็อค นาโน (Nano Block)

ที่มา: http://community.akanek.com/th/interview/nano-block-building-thainan

อิฐบล็อค นาโน เป็นระบบการก่อสร้างแบบโมดูลล่าร์ (Modular Building Method) [3] ซึ่งกำลังคิดค้นพัฒนาเช่นเดียวกับในประทศออสเตรเลีย เพื่อให้การก่อสร้างลดการเสียเศษวัสดุ ทำงานได้รวดเร็วขึ้น ทำหน้าที่เป็นผนัง เสา คานคอดิน เสาเอ็น คานเอ็น ได้ในตัวเดียวกัน ซึ่งเป็นผนังรับแรง (Wall Bearing) ทำให้มีความแข็งแรงมากเป็นพิเศษกว่าระบบการก่อสร้างเสา-คาน ซึ่งเสียเวลามาก และต้นทุนสูงเกินไป ทำให้บ้านที่ก่อสร้างด้วยอิฐบล็อค นาโน ไม่ต้องมีเสาให้เกะกะสายตา วางเฟอร์นิเจอร์ได้ง่าย และสวยงามกว่า ด้วยการลดขบวนการทำงานก่อสร้างลง ทำให้บ้านก่อสร้างด้วยอิฐบล็อค นาโน จึงก่อสร้างได้ รวดเร็วกว่า แข็งแรงกว่า ประหยัดกว่า ในทุกกรณี การสร้างบ้านด้วยอิฐบล๊อกนาโนไม่ต้องมีเสาคานมารับน้ำหนัก เพราะอาศัยหลัก wall bearing system  [4]โดยใช้ผนังอาคารเป็นตัวรับน้ำหนักแทนที่น้ำหนักจะลงไปที่เสาคาน และตัวอิฐเองถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักได้ถึง 15 ตัน (ขึ้นอยู่กับสูตรที่ใช้) น้ำหนักจะเฉลี่ยลงไปที่ผนังโดยรอบแล้วลงไปที่ฐานรากที่ทำเป็นฐานแผ่ด้านล่าง  หากเกิดการทรุดตัวก็จะทรุดลงไปเท่าๆ กัน ซึ่งเป็นเทคนิคของการก่อสร้างสมัยแรกๆ ในแถบประเทศที่สร้างบ้านด้วยอิฐหรือดิน โบสถ์ใหญ่สมัยเก่าในประเทศยุโรปส่วนใหญ่ก็สร้างด้วยวิธีนี้ ส่วนในประเทศไทย เองวัดพระแก้วหรือพระบรมมหาราชวังก็ใช้เทคนิคนี้  ปัญหาหนึ่งที่จะหมดไปเมื่อก่อสร้างด้วยวิธีนี้คือตัวผนังร้าวหรือตัวอาคารทรุดไม่เท่ากัน

ประเภทการใช้งาน [5]

 บ้านพักอาศัยชั้นเดียว

 บ้านพักอาศัย 2 ชั้น (โดยการเสริมเหล็กตามมาตฐาน)

 รีสอร์ทตากอากาศ

 เสาคอนกรีต (โดยเทคอนกรีตเสริมเหล็กภายใน)

 ห้องเก็บของ

 รั้วบ้าน รั้วโรงงาน รั้วรอบหมู่บ้าน

 ส่วนต่อเติมบ้าน

 แกนแนวคันกั้นน้ำท่วม

 กำแพงกันดิน

 โรงงานขนาดเล็ก

 บ้านรังนกนางแอ่น

 โรงจอดรถ

 บ่อเก็บน้ำ สระว่ายน้ำ

 บ่อบำบัดน้ำเสีย (Septic Tank)

ทำไมอิฐบล็อค นาโน (Nano Block) ถึงดีกว่า การก่อสร้างแบบเดิมๆ [5]
     1) ประหยัด

-                    ระบบการก่อสร้างแบบผนังรับแรง ทำให้ถ่ายน้ำหนักตลอดความยาวผนัง แทนการถ่ายน้ำหนักที่ต้องวิ่งลงเสา ฐานรากเป็นจุดๆ

-                    ทำให้มีน้ำหนักมากเกินกว่าดินรับได้ จึงต้องใช้เสาเข็มช่วย การถ่ายน้ำหนักตลอดแนวผนัง ทำให้น้ำหนักที่ถ่ายลงดินเหลือน้อยมาก

-                    ทำให้ไม่มีแรงเค้นที่ดินฐานราก ทำให้ไม่ต้องตอกเสาเข็มให้เสีย เวลา และ เปลืองเงิน โดยใช่เหตุอีกต่อไป 

-                    ผนังรับแรงแบบนี้ทำให้ ไม่ต้องเสียเวลา และเงินในการทำ เสา คานคอดิน คานเอ็น เสาเอ็น ให้เสียเงิน เสียเวลาอีกเช่นกัน

-                    ในกรณีต้องการยกระดับพื้นชั้นล่างให้สูงจากระดับดินเดิม 1.00 เมตร ก็เพียงการกรอกคอนกรีตลงในอิฐบล็อค นาโน แล้วถมดินภายในอาคารได้เลย

-                    ใช้ปูนกาวก่อโดยการจุ่มแล้ววาง แทนการก่อด้วยปูนก่อ (Mortar) ทำให้ก่อผนังได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก และแข็งแรงกว่ามาก

-                    อิฐบล็อค นาโน มีลายผิวที่สวยงามแปลกตา ไม่ต้องฉาบปูนก็ได้ น้ำไม่ซึมเข้า ประหยัดเงินได้อีก

-                    อิฐบล็อค มีรูกลวงภายใน ทำให้เป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีก โดยกรอกทรายหยาบ หรือ วัดสุอื่นๆ เพื่อให้ต้านทานความร้อนความเย็นได้มากขึ้น ซึ่งมีราคาประหยัด

-                    อิฐบล็อค นาโน สามารถหล่อผลิตได้ในท้องถิ่น หรือ สถานที่ก่อสร้าง ทำให้ใช้วัสดุท้องถิ่นไม่ต้องเสียค่าขนส่งไกลๆ และใช้แรงงานภายในชุมชนได้ ทำให้ประหยัดกว่า

-                    การก่อสร้างเป็นระบบโมดูลล่าร์ เพราะระยะอาคารจะลงด้วยระยะ 20 ซม. ทำให้ปูกระเบื้องพื้นไม่เสียเศษ ทำให้ประหยัดกว่า

2) แข็งแรง

-                    อิฐบล็อค นาโน หล่อด้วยคอนกรีตแบบเปียก ทำให้มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมศาสตร์ได้ดีกว่าแบบแห้ง หรือ วัสดุอื่นๆ ทำให้นำมาสร้าง เป็นผนังรับแรงได้ (Wall Bearing) ทำให้ลดเวลาและค่าใช้จ่าย การก่อสร้างเสา คาน เสาเอ็น คานเอ็นลง

-                    สามารถเพิ่มความแข็งแรงโครงสร้างให้รับแรงได้ โดยการเสริมเหล็กและเทคอนกรีตลงในรูปกลวงอิฐบล็อค ก็จะได้อาคารคอนกรีต เสริมเหล็กทั้งหลังราคาประหยัด

-                    บล็อคมีเดือยด้านบนและล่าง ทำให้ผนังสามารถรับแรงด้านข้างได้ดีกว่าผนังที่ก่อด้วยวัสดุอื่นๆ

3)รวดเร็ว

-                    ระบบการก่อสร้างแบบผนังรับแรง ทำให้ไม่ตอกเสาเข็ม เสา คานคอดิน เสาเอ็น คานเอ็น ทำให้การก่อสร้างลดลงได้ถึง 50 %

-                    อิฐมีเดือยด้านบนด้านล่าง และ ใช้ปูนกาว ทำให้ก่อผนังได้รวดเร็ว ได้ดิ่งฉากได้ง่ายกว่า

-                    ไม่ต้องใช้ช่างปูน หายาก ราคาแพง เจ้าของบ้านทำเองก็ได้ เพียงจับวางเท่านั้น

-                    ผิวผนังมีลายที่สวยงาม ทำให้ไม่จำเป็นต้องฉาบปูน หรือ ทาสีก็ได้ น้ำไม่รั่วซึม

-                    สามารถฝังท่อไฟฟ้า ท่อประปาได้ ไม่เสียเวลาสกัดผนังแบบเดิม

4)สวยงาม

-                    อิฐบล็อค นาโน เป็นคอนกรีตรับแรง ทำให้ปูนฉาบบริเวณผนังไม่แตกตรงมุมประตูหน้าต่าง ทำให้แลดูสวยงามกว่า

-                    เป็นผนังรับแรง ทำให้ไม่มีเสาให้ดูเกะกะรกหูรกตา เหมือนเดิม ทำให้ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ได้ง่าย สวยงาม

-                    ผิว โดดเด่น สวยงาม แปลกตากว่า ทำให้ไม่ต้องฉาบปูนทับก็ได้ น้ำไม่รั่วซึม

-                    สามารถผสมสีลงในคอนกรีตได้กว่า 36 สี ทำให้ไม่ต้องฉาบปูน ไม่ต้องห่วงเรื่องสีลอก หรือเก่า ภายหลัง

-                    สามารถผสมหิน หรือ ทรายเรืองแสง ทำให้กลางคืนมีแสงสว่าง เป็นจุดเด่นและ สวยงามแปลกตา

5)เศรษฐกิจที่ดีกว่า

-                    เจ้าของบ้านสามารถสร้างบ้านได้เอง (เกือบทั้งหมด) ลดการจ้างแรงงานหรือช่างฝีมือลง ไม่ต้องเป็นหนี้มาก

-                    สามารถผลิตได้เองในท้องถิ่น ทำให้เศรษฐกิจชุมชนหมุนเวียนดีขึ้นกว่าซื้อวัสดุหรือแรงงานจากส่วนกลาง

-                    ลดการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่ส่วนกลาง ทำให้มีส่วนในการลดปัญหาสังคมได้อีกทาง

6) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า

-                    สามารถเลือกใช้เศษวัสดุเหลือใช้ (Recycle) มาเป็นวัสดุผสม ทำให้ช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ดี

-                อากาศภายในบ้านเย็นสบาย ทำให้ลดใช้ไฟฟ้า ลดความจำเป็นในการสร้างเขื่อน หรือ การทำเหมืองแร่ ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์มาก

-                    ลดการขนส่งวัสดุระยะไกลๆ ลดการใช้น้ำมันรถยนต์ขนส่งลงได้มาก 

เครื่องมือช่างและอุปกรณ์พื้นฐานในการทำ [6]

                1.1          กะบะผสมปูน หรือ โม่ผสมปูน

                1.2          พลั่ว

                1.3          กระป๋องปูน

                1.4          ค้อนยาง

                1.5          สว่านไฟฟ้า รุ่นไร้สาย

                1.6          ถุงมือ

                1.7           แปรงทาสี สำหรับทาน้ำมันพืชที่โมลด์เพื่อไม่ให้คอนกรีตติดโมลด์

                1.8           ปั้มลมขนาดเล็กหรือกาพ่น

                1.9           น้ำมันพืชสำหรับทำอาหาร สำหรับใช้ทาโมลด์ หรือใช้น้ำยาทาแบบ ทูพลัส (Formwork Release)

                1.10         โต๊ะเหล็กเขย่าคอนกรีต สำหรับไล่ฟองอากาศออกจากคอนกรีตตอนเทคอนกรีตลงไปในโมลด์ 

                1.11         แผ่นพลาสติกหนา สำหรับบ่มคอนกรีตบล็อคกลางแจ้ง

                1.12         แผ่นพลาสติกใสเป็นม้วน สำหรับพันรอบกองคอนกรีตบล๊อค เพื่อให้ง่ายในการขนย้าย

     1.13        โรงเรือนแบบโล่งๆ เทพื้นคอนกรีตหนา 10 เซ็นติเมตร  

                                            โม่ผสมปูน                                         ค้อนยาง

           

                          สว่านไฟฟ้า รุ่นไร้สาย             โต๊ะเหล็กเขย่าคอนกรีต                    

ส่วนผสมคอนกรีตบล๊อค (Mix Ratio) [6]

• ซีเมนต์ ปอร์ตแลนด์ (Portland Cement) 1 ถุง (50 กก.)

 

• หินย่อย ขนาดไม่เกิน 13 มม. 2 รถเข็น เต็มกะบะ  

 

• ทรายหยาบ 3 รถเข็น เต็มกะบะ

 

• เถ้าลอย (Flyash) 2.5 กก. หรือไม่เกิน 10 % ของน้ำหนักซิเมนต์ 

 

• ผงสีคอนกรีต (Concrete Color Pigment) 0.5 กก. เลือกเบอร์สีที่ต้องการ

 

• น้ำเปล่าประมาณ 40 ลิตร (2 ปิ๊บ) อาจเพิ่มหรือลดได้ตามขนาดและความชื้นของทรายและหิน

 

• น้ำยาเร่งคอนกรีตแข็งตัวเร็ว

 

รูป: ปูนซีเมนต์ ปอร์ตแลนด์ ประเภท1 (Portland Cement ASTM type 1)

แต่ถ้าหากต้องการถอดแบบได้ภายใน 24 ชั่วโมง ให้ใช้ปูนปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 3 (แบบแข็งตัวไว)

 

  หินย่อย ขนาดไม่เกิน 13 มม. 

      ทรายหยาบ

 

         เถ้าลอย (Flyash)

             ผงสีคอนกรีต (Concrete Color Pigment)

 

 การผสมคอนกรีต (Concrete Mix)

สามารถผสมได้ 2 วิธี ดังนี้ :

     1. ผสมมือ (Hand Mix) โดยการผสมทรายและซีเมนต์เข้าด้วยกันเป็นอย่างดี แล้วค่อยเติมหินย่อยแล้วคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วค่อยๆเติมน้ำเปล่าแล้วผสมให้เข้ากันเป็นอย่างดี

     2. ผสมด้วยโม่ผสมปูน (Concrete Mixer) ใส่หินย่อยและน้ำเปล่า ในโม่ผสมปูน แล้วเปิดเครื่องให้ทำงาน แล้วเติมซีเมนต์ลงไป โดยให้วัสดุทั้งหมดผสมเข้ากันดี แล้วค่อยๆเติมทรายหยาบลงไป แล้วค่อยตามด้วยเถ้าลอย (หากต้องการคอนกรีตสี สามารถเติมผงสีได้) โดยหากคอนกรีตมีความข้นมาก สามารถเติมน้ำเปล่าลงไปจนได้ความเหลวที่ต้องการ

 

การผสมคอนกรีตสี จำเป็นจะต้องใส่วัสดุในปริมาณที่แน่นอนทุกครั้งและต้องจดบันทึกปริมาณการ วัสดุไว้ทุกครั้ง เพื่อให้คอนกรีตสีเหมือนกันทุกครั้ง

 
ขั้นตอนการผลิต [6]

 

ขั้นที่ 1 เตรียมโมลด์ ทำความสะอาดโมลด์ให้สะอาด แล้วทาหรือพ่นน้ำยาถอดแบบ ไทย นาโน (Thai Nano Formwork Release Agent) สูตร น้ำ (Oil Based) พ่นหรือทาลงบนโมลด์ให้ทั่ว โดยน้ำยาถอดแบบจะมีคุณสมบัติเป็นฟิลม์เคลือบโมลด์ ทำให้คอนกรีตไม่ติดโมลด์ ผิวคอนกรีตสวย ไม่มีน้ำมันหรือสีติดง่ายและรวดเร็ว ในการถอดแบบ ให้ใช้เครื่องปั๊มลมและกาพ่น แทนการใช้แปลงทา เพื่อความประหยัด
    • เมื่อทาน้ำมันลงบนโมลด์แล้วจะต้องใช้งานภายใน 1 ชั่วโมง หากเกินกว่านั้น ควรทาน้ำมันอีกรอบ
    • คว่ำหน้าโมลด์ด้านเป็นช่องลงด้านล่าง เพื่อให้น้ำมันไหลออก ในกรณีที่ทาน้ำมันมากเกินไป
    • โมลด์ 1 ชุด ประกอบด้วย โมลด์สีแดงและสีเหลือง

 

     ข้อควรระวัง : หลีกเลี่ยงให้โมลด์หล่อคอนกรีตบล๊อคตากแดด หรือ แสงแดดส่องลงโดยตรงโมลด์ที่วางเก็บไว้ เนื่องจากแสงแดดจะทำให้พลาสติกกรอบและแตกหักได้ง่าย ***

                                                              ทาน้ำมันที่โมลด์

ขั้นที่ 2 เทคอนกรีตลงในโมลด์

     • ผสมคอนกรีตตามอัตราส่วนที่กำหนด และตามลำดับก่อนหลัง

     • เทคอนกรีตลงในโมลด์ให้เต็มแล้วหน้าโมลด์แล้ว ให้เขย่าโมลด์เพื่อไล่ฟองอากาศในคอนกรีตออก

     • สามารถเขย่าคอนกรีตเพื่อไล่ฟองอากาศด้วยมือ หรือ โต๊ะเขย่า ก็ได้ ในกรณีที่ใช้มือเขย่า ให้ใช้ค้อนยางทุบที่ข้างโมลด์ทั้งสองข้างเบาๆ

     • เมื่อเขย่าคอนกรีตแล้ว คอนกรีตจะยุบตัวเล็กน้อย ห้ามเติมคอนกรีตอีก (Top Up) เพื่อให้เนื้อคอนกรีตเสมอผิวโมลด์ คอนกรีตควรมีจะยุบตัวประมาณ 1-3 มม.

                           กรอกคอนกรีตลงในโมลด์                                          เขย่าโมลด์เพื่อไล่อากาศ

ขั้นที่ 3 การเซ็ตตัว

     • เมื่อหล่อคอนกรีตเรียบร้อยร้อย ให้นำโมลด์ที่หล่อแล้วไปวางบนพื้นคอนกรีตเรียบได้ระดับ เพื่อปล่อยให้คอนกรีตแข็งตัว

     • ไม่ควรย้ายโมลด์คอนกรีตภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อปล่อยให้คอนกรีตแข็งตัวให้สมบูรณ์เสียก่อน การขนย้ายระหว่างคอนกรีตกำลังแข็งตัว อาจทำให้เกิดการแตกร้าวภายในเนื้อคอนกรีตได้ (Microscopic Crack) อันเป็นผลให้คอนกรีตบล๊อคมีกำลังลดลง  แต่ถ้าหากต้องการถอดแบบเร็วขึ้น ให้ใช้น้ำยาแข็งตัวเร็ว จะช่วยให้สามารถถอดแบบได้ไวขึ้น

     • การหล่อคอนกรีตและการปล่อยให้คอนกรีตแข็งตัว ต้องหล่อภายในที่ร่ม เพื่อลดการสูญเสียน้ำในคอนกรีตที่เร็วเกินไป ซึ่งจะทำให้คอนกรีตไม่ได้กำลังแรงอัดตามมาตรฐาน

ขั้นที่ 4 การบ่มอิฐบล็อค

     หลังจากได้ทำการพึ่งอิฐบล็อคในร่มเป็นเวลา 1 วัน สามารถย้ายออกมากลางแจ้งได้ โดยสามารถวางเรียงเป็นชั้นๆ ได้ไม่เกิน 6 ก้อน ซึ่งควรรดน้ำให้เปียกชุ่ม แล้วใช้แผ่นพลาสติกหนาคลุมให้มิดเพื่อลดการสูญเสียน้ำจากอิฐบล็อ เร็วเกินไป ซึ่งควรบ่มทิ้งไว้อย่างน้อย 7 วัน ก่อนจะนำไปใช้งานได้

 

รูป: การบ่มอิฐบล็อค โดยการรดน้ำแล้วใช้พลาสติกคลุมให้ทั่ว

 

   

 

ผลทดสอบคอนกรีตบล็อคประหยัดพลังงาน

ผลทดสอบจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

 

ข้อจำกัดของอิฐบล็อกนาโน [7]

ด้วยตัวของวัสดุเอง การใช้ผนังเป็นตัวรับน้ำหนัก และความต้องการให้เจ้าของบ้านสามารถสร้างบ้านเองได้โดยไม่จำ เป็นต้องมีความรู้ทางด้านเทคนิค  การสร้างอิฐบล็อคนาโนอาจจะไม่เหมาะกับการสร้างอาคารที่สูงเกินกว่า 2 ชั้น หรือบ้านที่มีพื้นที่ใหญ่มาก เพราะจะเริ่มมีการคำนวณเรื่องการรับน้ำหนักและจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ทำให้การสร้างบ้านหลังใหญ่มากไม่อยู่ในวงเงินหกหลักต้นๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ นอกจากนั้นแล้วการต่อเติมจากตัวผนังเดิมอย่างที่เราเคยชินกันอาจจะไม่สามารถทำได้ เพราะผนังอิฐบล็อคนาโนเป็นตัวรับน้ำหนักอาคาร ถ้ามีการเจาะ รื้อผนังบางส่วนออกจะกระทบกับการรับน้ำหนักตัวอาคารที่ทำไว้ตอนแรกได้  ไม่นับความยากเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเจาะรู เพราะเนื้อคอนกรีตแข็งแรงมาก  และถ้าจะใช้ก่อเป็นผนังภายในก็ต้องดความเหมาะสมเพราะอิฐหนาถึง 20ซม. ถ้าก่อแล้วอาจจะทำให้ผนังบ้านดูหนาเทอะทะ กินพื้นที่บ้านไปไม่น้อย 

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า สำหรับการออกแบบบ้านที่สร้างด้วยอิฐบล็อคนาโน “ให้นึกถึงตัวต่อเลโก้  อยากจะต่ออย่างไรก็ต่อเลย”  สามารถออกแบบหน้าตาหรือก่อสร้างได้เหมือนบ้านทั่วไป  ส่วนคนที่มีสถาปนิกออกแบบหน้าตาบ้านให้เกิดอยากจะใช้อิฐบล็อค หรือจะใช้เทคนิคก่อสร้างแบบนี้ได้หรือไม่นั้นไม่มีปัญหา ขอแค่เป็นบ้านที่สร้างไม่เกิน 2 ชั้นแบบไหนก็สามารถทำได้ สำหรับบ้านที่มีความพิเศษอื่นๆ เช่น ต้องผนังกระจก หรือต้องการประตูหน้าต่างบานใหญ่ๆ หรือบ้านที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นพิเศษ อาจจะต้องลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญว่าจะต้องออกแบบอย่าไร ให้ตัวผนังสามารถรับน้ำหนักบ้านได้  

 

อ้างอิง

[1] Wallace P. Bolen. 2009. PERLITE. U.S. GEOLOGICAL SURVEY MINERALS YEARBOOK 2009. เข้าถึงได้ที่ URL: http://minerals.usgs.gov/minerals/pubs/commodity/perlite/myb1-2009-perli.pdf.

[2] U.S. Geological Survey, Mineral Commodity Summaries, January 2011. PERLITE. เข้าถึงได้ที่ URL: http://minerals.usgs.gov/minerals/pubs/commodity/perlite/mcs-2011-perli.pdf.

[3] Ling-Guang Qiu, Li-Na Gu, Gang Hu and Li-De Zhang. 2009. Synthesis, structural characterization and selectively catalytic properties of metal–organic frameworks with nano-sized channels: A modular design strategy. Journal of Solid State Chemistry 182 (3): 502–508.

[4] Sunkuk Kim, Won-Kee Hong, Hyo-Jin Ko and Jeong Tai Kim. 2013. The energy efficient expansion remodeling construction method of bearing wall apartment buildings with pre-cast composite structural systems. Energy and Buildings 66: 714–723.

[5] Good Idia-8. 2555. Thai Nano Eco Block หรือบล็อคนาโน. เข้าถึงได้ที่ URL: http://www.modern-de.com/goodidea/goodidea8/.

[6] Thai Nano House. Com. 2555. บล็อกนาโน รวดเร็ว แข็งแรง ประยัด. เข้าถึงได้ที่ URL: http://www.thainanohouse.com/อิฐบล็อค+นาโน+รายละเอียด+nano+block/index.html#tab0-tab.

[7] AKANEK.com. 2013. นวัตกรรมเพื่อบ้านเพื่อสังคม ตอนที่ 2 อิฐบล๊อกไทยนาโน เปลี่ยนแนวคิดการสร้างบ้านแบบเดิมๆ. เข้าถึงได้ที่ URL: http://community.akanek.com/th/interview/nano-block-building-thainano.


 


Last modified on Monday, 02 September 2013 11:41

© 2012 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

Top Desktop version