::DPM::

Switch to desktop Register Login

Sick Building Syndrome!! ทำงาน-ใช้ชีวิตอยู่ในตึก คุณรู้จักโรคนี้กันหรือยัง

Rate this item
(1 Vote)

Sick Building Syndrome หรือ SBS เริ่มเข้าสู่กระแสอินเทรนด์ของการเจ็บป่วย เพราะมนุษย์ตึกพันธุ์ใหม่จำนวนมากกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ แต่มีน้อยคนนักจะรู้สาเหตุและสังเกตว่าอาการเจ็บป่วยดังกล่าวจะปรากฏชัด ต่อเมื่อกลับเข้าห้องพักในคอนโดมิเนียนหลายสิบชั้น กลับเข้าในอาคารสำนักงาน เพราะโรคนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ และไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยมากนัก Sick Building Syndrome (SBS) คือ ภาวะผิดปกติด้านสุขภาพทางตา จมูก ลำคอ การหายใจส่วนล่าง ผิวหนังและอาการทั่วไปที่เกิดขึ้นคล้ายกัน ในกลุ่มคนทำงานในอาคารสำนักงานที่มีความเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่อยู่ในอาคาร แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนได้ ปัญหาอาจเกิดขึ้นเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารหรือกับทุกส่วนของอาคารก็ได้ โดยอาการป่วยดังกล่าวเป็นอาการที่ไม่มีลักษณะเฉพาะโรค มักเกิดในสำนักงาน แต่อาการจะดีขึ้นหรือหายไปเมื่อออกนอกอาคาร      

สาเหตุของโรคนี้มีการสำรวจเป็นระยะเวลาหลายปี พบว่าอาการเหล่านี้พบมากในผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาคารมากกว่าผู้ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่นอกอาคาร จึงรวมระบุสาเหตุว่าเป็นผลมาจากการอยู่ในอาคารที่มีสภาพเช่นผู้เจ็บป่วย ต้องหมายเหตุไว้ ณ ที่นี้ก่อนว่า Sick Building Syndrome มีความหมายไม่ตรงกับ Building Related Illness ตัวอย่างเช่น โรคหอบหืด ในแง่ของอาการ Sick building Syndrome จะดูจากผลที่พบว่า มีอาการเจ็บป่วยของโรคทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดกับคนที่อาศัยอยู่ในอาคารเดียวกันจำนวนมาก ความผิดปกตินี้จึงอยู่ที่ตัวอาคารไม่ใช่ความผิดปกติของคน ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นตัวเลขที่น่าสนใจอื่นอีกเช่น คนผิวสีที่มีที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองในชุมชนแออัดมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหอบหืดเป็นสัดส่วนมากกว่าคนผิวขาว 3-5 เท่า ซึ่งอาจมาจากสาเหตุหลายประการประกอบกันมากมาย เช่น หนู แมลงสาบ สภาพของสุขลักษณะที่อยู่อาศัย และมลพิษในอาคารตลอดจนระดับการศึกษา เป็นต้น

Sick Building Syndrom เป็นที่ยอมรับครั้งแรกโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 1983 อาการผู้อาศัยในอาคารจะมีอาการไม่สบายอย่างเฉียบพลัน เช่น ปวดศีรษะ ระคายเคือง ตา จมูก หรือลำคอ จาม น้ำมูกไหล คันตามผิวหนัง หน้ามืด คลื่นไส้ ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน ไวต่อกลิ่นมากขึ้น หดหู่ อ่อนเพลีย ง่วงนอน รวมถึงอาการปวดหัว [1] สำหรับคนที่แพ้ง่ายหรือคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว อาการแพ้จะกำเริบมากขึ้น ที่พบบ่อยคือ แพ้ไรฝุ่น เชื้อรา เชื้อจากแมลงสาบ ทำให้มีอาการไอ จามที่รุนแรงขึ้นจนถึงขั้นหอบ ในกลุ่มคนทำงานในอาคารสำนักงานที่มีความเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่อยู่ในอาคาร แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนได้ ปัญหาอาจเกิดขึ้นเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารหรือกับทุกส่วนของอาคารก็ได้ โดยอาการป่วยดังกล่าวเป็นอาการที่ไม่มีลักษณะเฉพาะโรค มักเกิดในสำนักงาน แต่อาการจะดีขึ้นหรือหายไปเมื่อออกนอกอาคาร [2]

ปัญหาเหล่านี้มักเกิดขึ้นมาหลังจากได้มีการใช้อาคารแล้วซึ่งอาจเป็นเพราะการดีไซน์อาคารที่ไม่ดีมาตั้งแต่แรก หรือการมีระบบดูแลรักษาอาคารที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ หรืออีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้คือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในอาคารเองที่ทำให้อากาศถ่ายเทไม่เพียงพอ โดยเฉพาะระบบปรับอากาศและระบายอากาศ ทำให้ปริมาณอากาศภายนอกที่เข้าไปแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกับอากาศภายในอาคารลดลงมีสารเคมีฟุ้งกระจายภายในอาคารในปริมาณสูง แหล่งของสารเคมีที่พบบ่อยคือ กาว น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนประกอบของสารฟอร์มาลดีไฮด์ การทำงานเกี่ยวกับอุปกรณ์หรือวัสดุที่เป็นไม้ เครื่องถ่ายเอกสาร ปริ๊นเตอร์ ยาฆ่าแมลง ควันบุหรี่ในอาคาร เตาอบที่ใช้แก๊ส รวมถึงสารระเหยจากสีทาผนัง ไม้อัด สารเคลือบเงาทั้งหลายหรือรังสีจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เตาไมโครเวฟ สารเคมีจากภายนอกอาการ เช่น ก๊าซจากรถยนต์หรือจักรยานยนต์ ควันจากการปรุงอาหารประกอบกับการถ่ายเทอากาศภายในที่ไม่เพียงพอ สารชีวภาพ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส รา ละอองเกสร [3,4] และนอกจากนี้จากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า SBS ยังมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการปรากฏของสารอินทรีย์ระเหยง่าย [5,6] นอกจากนี้สารอินทรีย์ระเหยง่ายบางชนิดจะไปส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบหลอดเลือด ระบบประสาทและอาจก่อให้เกิดเป็นสารก่อมะเร็งได้ [7]

แหล่งที่มาของมลพิษ ได้แก่

- มลพิษจากการเผาไหม้ แหล่งความร้อนที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือทำงานไม่สมบูรณ์จะสร้างมลภาวะในระดับที่เป็นอันตรายได้ เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ CO ทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะ หมดสติและเสียชีวิตในที่สุด ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ NO2 ก๊าซซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ SO2 ทำให้เกิดการระคายเคือง ล้วนเป็นผลิตผลจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ในครัวเรือน สารเมทิลีนคลอไรด์ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์
ที่ใช้ในการลอกสี เมื่อได้รับความร้อนจะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ [5]

- มลพิษจากเชื้อจุลินทรีย์ในอากาศ มลพิษจากจุลินทรีย์ในอากาศ เช่น เชื้อรา ไรฝุ่นจะพบอยู่ทั่วทุกหนแห่งในอาคารสำนักงานและบ้านเรือนโดยมีคนและสัตว์เป็นพาหะนำพาไปทั่ว แหล่งที่มีความชื้นสูงหรือมีน้ำท่วมขัง เช่น ห้องน้ำหรือห้องครัวที่มีระบบระบายอากาศไม่ดี อุปกรณ์ปรับเพิ่มหรือลดความชื้นในอากาศเครื่องปรับอากาศ ถาดรองน้ำหยดใต้แผงคอยล์เย็น สัตว์เลี้ยง ชิ้นส่วนของระบบปรับอากาศ ล้วนเป็นแหล่งหมักหมมของจุลินทรีย์ อาการของโรคจากจุลินทรีย์ตามแหล่งดังกล่าวมี 3 ประเภทได้แก่ อาการเชื้อที่ผ่านเข้าทางเนื้อเยื่อของร่างกายคน อาการของโรคภูมิแพ้ และสารเป็นพิษที่ปล่อยออกมาจากจุลินทรีย์ ในหลายกรณีอาการป่วยจะมีสาเหตุมาจากการหมักหมมของจุลินทรีย์ในอาคาร [3,4]

- ไอระเหยจาก สารประกอบของสารอินทรีย์ Volatile Organic Compounds (VOCs) ที่อุณหภูมิห้องสาร VOCs จะระเหยเป็นไอจากสถานะของแข็ง หรือของเหลวก็ได้ สารเหล่านี้ได้แก่ น้ำยาฟอร์มาลีน ยากำจัดแมลง สารละลาย น้ำยาทำความสะอาด เบ็นซิน และเปอร์โคโรเอททีลีน เป็นต้น ผลจากการศึกษาพบว่าสาร VOCs ในอาคารอาจมีปริมาณเป็นสิบเท่าของนอกอาคารก็ได้ แหล่งที่มาทั้งในอาคารบ้านเรือนหรือ สำนักงานอันได้แก่ เครื่องหอม สเปรย์ฉีดผม เครื่องเรือน สีเคลือบเงา พรม น้ำยาทำความสะอาดเตา สี ทินเนอร์ น้ำยาซักแห้ง เครื่องถ่าย และเครื่องพิมพ์เอกสารบางชนิด กาวบางชนิด สีเมจิก น้ำยาล้างรูป เหล่านี้ล้วนปล่อยสาร VOCs ออกมาทั้งสิ้น ตัวอย่างสารฟอร์มาดีไฮน์ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองมาก แม้จะมีการเลิกใช้ฉนวนโฟมที่ผลิตจาก Urea Formaldehyde มานานแล้วก็ตาม อาคารที่มีฉนวนที่ทำจากโฟมสี
น้ำตาลตั้งแต่ปี 1970 จะยังคงปล่อยคายสารVOCs จากฉนวนที่ใช้อยู่ ฟอร์มาดีไฮน์ยังเป็นส่วนผสมที่พบในเนื้อเรซินของสารเคลือบเงาในไม้อัด ไม้แผ่น กระดานไฟเบอร์ และไม้ฝาผนัง และยังพบใช้ทำเป็นส่วนประกอบด้านหลังของพรมปูพื้น รวมถึงกาวติดพรม การติดตั้งพรม กระดาษปิดผนัง ทาสี หรือโครงการก่อสร้างใหม่เป็นปัญหาอย่างมากเกี่ยวกับสาร VOCs [6]

- โลหะหนัก เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่มีการลดการใช้โลหะหนักในวงการก่อสร้างในปี 1940 เริ่มลดการใช้สารตะกั่วเป็นส่วนผสมของสีและเลิกใช้โดยสิ้นเชิงในปี 1978 เดือนสิงหาคมปี 1990 เลิกใช้สารปรอท (อันตรายเกิดจากไอของสารปรอท) ในสีลาเท็กซ์ ที่ใช้ในอาคาร และเลิกใช้กับสีทานอกอาคารในปี 1991 โดยใช้สารเคมีชนิดอื่นที่มีพิษน้อยกว่าแทนซึ่งสามารถยืดอายุการใช้งานและสามารถกำจัดเชื้อราได้ด้วย แม้กระนั้นก็ตามการที่ต้องอยู่ในอาคารสูดดมไอของสารโลหะหนักเป็นเวลานาน ปัญหามลพิษจากโลหะหนักในอาคารจะเพิ่มเป็นทวีคูณในกรณีของการรื้อถอน ซ่อมแซม หรือสร้างอาคารใหม่ทดแทนอาคารเดิม

งานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาระดับความเข้มข้นของสาร aldehydes และ volatile organic compounds ที่ส่งผลให้เกิดโรค SBS ในอาคารที่อยู่อาศัยไม่เกิน 6 ปีจาก 260 ครัวเรือนในญี่ปุ่น พบว่า อินทรีย์กลุ่มนี้มีผลสัมพันธ์กับการก่อให้เกิดโรค SBS ซึ่งระดับความเข้มข้นของสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่วัดได้จากกลุ่มตัวอย่าง แสดงดังตารางที่ 1 [8]

ตารางที่ 1 ระดับความเข้มข้นของสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ตรวจพบในกลุ่มตัวอย่าง 260 ครัวเรือน

ที่มา: (Takigawa., et al. 2012)

ข้อสังเกตอาการที่เกิดจาก Sick building Syndrome มีข้อสังเกตให้พิจารณาสองประการ คือ

1 มีคนอื่นในอาคารมีอาการเหมือนกันหรือไม่

2 อาการนี้เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในอาคารเท่านั้นเมื่ออยู่ภายนอกอาคารจะไม่หลงเหลืออาการอยู่หรือไม่
อย่างไรนั้นแต่ละคนก็มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่เท่ากัน สำหรับคนที่มีอาการแพ้ได้ง่ายอยู่แล้วอาจมีอาการป่วยโดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวอาคารก็ได้ ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่มีการซ่อมแซมปรับปรุงหรือตกแต่งอาคารบางส่วนใหม่มากกว่า

จะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อป้องกัน Sick building Syndrome

วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการ คือ การทำความเข้าใจเหตุผลที่อาจทำให้เกิด Sick building Syndrome ตัวการสำคัญอันดับแรกในเกือบทุกอาคาร คือ การหมุนเวียนของอากาศ การหมุนเวียนที่ดีของอากาศบริสุทธิ์ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับอาคาร เมื่อมีการปิดการถ่ายเทของอากาศและมีการออกแบบภายในใหม่จนเป็นการปิดกั้นเปลี่ยนแปลงทิศทางไหลของอากาศ จนไม่สามารถถ่ายเทอย่างเป็นอิสระอีกต่อไปได้ ซึ่งก็จะมีผลทำให้สิ่งสกปรกสะสมในที่อับ การออกแบบและการบำรุงรักษาระบบระบายอากาศที่ไม่ดีก็เป็นตัวสร้างปัญหา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มลพิษสามารถสะสมเป็นเวลานานจากสาเหตุที่การระบายอากาศที่ไม่ดี สาเหตุประการที่สอง อาจเป็นสาเหตุร่วมกันของปัจจัยมลพิษที่ไม่ค่อยมีผลมากนักจำนวนหลายชนิดประกอบกัน เมื่อสามารถพบปัจจัยมูลเหตุที่เกี่ยวข้องใดก็สามารถกำจัดออกไปหรือทำให้มีผลน้อยลงได้ ซึ่งสามารถค้นได้จากประวัติของแต่ละคนที่เคยมีประสบการณ์กับการมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารแต่ละตัว    

ปัจจัยอื่นที่อาจมีผลมาลงเอยที่อาคาร ได้แก่ สิ่งที่มีผลแต่สามารถปรับแก้ได้โดยไม่ยาก เช่น ระดับความชื้นที่สูงมากหรือน้อยเกินไป หรือ การเปลี่ยนแปลงของความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศในอาคาร อาจมีผลบ้างกับคนบางคน ความชื้นที่น้อยเกินไปเป็นสาเหตุให้มีฝุ่นในอาคารเพิ่มขึ้น ความชื้นสูงก็เป็นที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา แสงสว่างที่ไม่เพียงพอทำให้เกิดการเมื่อยล้าที่ดวงตาและถือเป็นความป่วยของอาคาร การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภายในอาคารเป็นการช่วยเพิ่มการคายสาร VOCs และเชื้อราเป็นอย่างดี

ดังนั้นเมื่อมีเหตุก็ต้องแก้เหตุ โดยการกำจัดแหล่งสารปนเปื้อน เช่น จัดระบบบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ และระบบระบายอากาศอย่างสม่ำเสมอ ทำความสะอาดไส้กรองอากาศอยู่เป็นประจำ ทำความสะอาดพรมหรือเพดานที่ขึ้น เก็บสารระเหยอย่างมิดชิดไว้ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท และเปิดใช้ในช่วงเวลาที่ไม่มีคนทำงาน หากเป็นอาคารใหม่ ควรมีช่วงเวลาที่ให้อากาศหรือก๊าซจากการตกแต่งระเหยออกไปก่อนเข้าใช้อาคาร กำหนดบริเวณในการสูบบุหรี่ซึ่งต้องมีอากาศถ่ายเทได้

ลดปริมาณมูลภาวะทางอากาศ เช่น ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นกำเนิดของไอระเหยที่เป็นพิษให้น้อยที่สุด (ค่า VOCs ต่ำ) หรือเลือกวัสดุอื่นทดแทน เช่น ใช้สีทาผนังแบบที่ไม่มีโลหะหนักผสม ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้จริง หรือใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดแบบที่ปล่อยไอระเหยน้อยกว่าปกติ ควบคุมสิ่งแวดล้อมในอาคารให้มีอากาศหมุนเวียนจากภายนอกอาคารบ้างควรให้แสงแดดส่องเข้ามาในห้อง หรือเปิดหน้าต่างตอนที่ปิดแอร์ เพื่อให้อากาศที่ค้างอยู่ในตึกระบายออกไป เพิ่มระบบการถ่ายเทอากาศ โดยเฉพาะบริเวณที่มีสารเคมีระเหยออกมาได้ เช่น ห้องน้ำ ห้องถ่ายเอกสารหรือห้องที่มีปริ๊นเตอร์ ติดตั้งพัดลมดูดอากาศ เครื่องฟอกอากาศ เครื่องกำจัดกลิ่นควัน ทำความสะอาดอาคาร เครื่องเรือน ดูดฝุ่น ตามพรม หรือซักผ้าม่านให้บ่อยขึ้น เพื่อไม่ให้มีไรฝุ่นเกาะสะสม เครื่องปรับอากาศ ไม่ควรมีน้ำรั่ว จะเกิดเชื้อราตามพื้น ฝาผนัง ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดถูตามพื้นอาคารและเครื่องเรือนใช้น้ำยาพ่น กำจัดเชื้อรา ไวรัส และแบคทีเรีย หลังเวลาใช้งาน หลีกเลี่ยงการตากผ้าเปียกในอาคาร ไม่ควรทิ้งขยะค้างคืนไว้ในสำนักงานเพราะจะเป็นอาหารของแมลงสาบหาต้นไม้ในร่มมาปลูก และตั้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ในห้องเพื่อช่วยฟอกอากาศ และลดปริมาณสารพิษ ยิ่งถ้าเป็นไม้ประดับที่ดูดสารพิษได้ก็ยิ่งดี และให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ใช้อาคารซึ่งจะเป็นวิธีป้องกันที่ยั่งยืนที่สุด [3,4]

องค์การอนามัยโลกประมาณการว่าร้อยละ 30 ของอาคารสำนักงานใหม่หรือที่มีการปรับปรุงจะพบกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารขณะเดียวกันพบว่า ร้อยละ 20-35 ของผู้ทำงานในอาคารสำนักงานที่ไม่มีปัญหาเรื่องคุณภาพอากาศภายในอาคาร สามารถพบอาการของกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารได้เช่นกัน และผู้ทำงานในอาคารสำนักงานเก่าจะปรากฏอาการมากกว่า อาคารสำนักงานใหม่

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า อัตราการเกิดโรคป่วยอาคารสูงนั้นส่วนใหญ่เป็นมากในผู้หญิง เนื่องจากผู้หญิงมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าผู้ชายและยังมีแนวโน้มที่เกิดอาการปากแห้งคอแห้งหรือผื่นแพ้บนผิวหนังมากกว่าผู้ชายอีกด้วยสาว ๆ ส่วนใหญ่มักทำงานอยู่ในออฟฟิศ ทำให้มีโอกาสจะเจอกับมลพิษในอาคารได้บ่อยกว่า เนื่องจากผู้ชายโดยเฉพาะแล้วจะทำงานนอกสถานที่ซะมากกว่านั่นเอง

อ้างอิง

[1] Clements-Croome D. Intelligent buildings: Design, Management and Operation. London: Thomas Telford Publishing; 2004.

[2] Redlich CA, Sparer J, Cullen MR. Sick-building syndrome. Lancet 1997;349: 1013e6.

[3] Heseltine E, Rosen J. WHO guidelines for indoor air quality: dampness and mould. printed in. Germany: World Health Organization; 2009.

[4] Bornehag CG, Sundell J, Bonini S, Custovic A, Malmberg P, Skerfving S, et al. Dampness in buildings as a risk factor for health effects, EUROEXPO: a multidisciplinary review of the literature (1998-2000) on dampness and mite exposure in buildings and health effects. Indoor Air 2004;14: 243e57.

[5] Fischer G, Dott W. Relevance of airborne fungi and their secondary metabolites for environmental, occupational and indoor hygiene. Arch Microbiol 2003;179:75e82.

[6] Sunesson AL, Rosen I, Stenberg B, Sjöström M. Multivariate evaluation of VOCs in buildings where people with non-specific building-related symptoms perceive health problems and in buildings where they do not. Indoor Air 2006;16: 383e91.

[7] Yu B, Hu Z, Liu M, Yang H, Kong Q, Liu Y. Review of research on air-conditioning systems and indoor air quality control for human health. Int J Refrig 2009; 32(1):3e20.

[8] Takigawa T, Saijo Y, Morimoto K, Nakayama K, Shibata E, Tanaka M, Yoshimura T, Chikara H and Kishi R. A longitudinal study of aldehydes and volatile organic compounds associated with subjective symptoms related to sick building syndrome in new dwellings in Japan. Sci of the Total Environ. 2012; (417-418): 61-67.

© 2012 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

Top Desktop version