::DPM::

Switch to desktop Register Login

                   ปรอท (Mercury) เป็นโลหะหนักชนิดหนึ่งอยู่ในกลุ่มธาตุทรานซิซัน สัญลักษณ์ของธาตุคือ Hg มีมวลอะตอม 200.589 กรัมต่อโมล จุดหลอมเหลว -38.83°C จุดเดือด 356.73°C ความหนาแน่น 13.53 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งเป็นค่าที่สูงมากเมื่อเทียบกับน้ำที่มีความหนาแน่นเท่ากับ 1 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรและด้วยความหนาแน่นที่มากสามารถทำให้ตะกั่วและเหล็กลอยอยู่ได้เมื่อใส่ลงไปในปรอท ลักษณะทางกายภาพเป็นของเหลวสีเงินและสามารถระเหยกลายเป็นไอได้ที่อุณหภูมิปกติ [1] แสดงดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 ลักษณะทางกายภาพของสารปรอท, ที่มาของภาพ: [2]

 

ทุกๆ คน ล้วนเคยผ่านการสัมผัสกับปรอททั้งนั้น บ้างก็ถูกใส่ปากหรือไม้ก็หนีบไว้ใต้รักแร้เวลาเจ็บป่วย ไม่สบาย แต่อย่าเพิ่งตกใจเพราะนั่นคือปรอทวัดไข้ สารปรอทซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวสีเงินถูกเก็บไว้อย่างดีในหลอดแก้วที่ออกแบบไว้เพื่อความปลอดภัยไม่ให้มีสารปรอทออกสู่ภายนอก แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณทำหลอดแก้วแตกจนสารปรอทแพร่กระจายออกมาได้ คุณควรระวังตัวให้ดี นั่นหมายถึงโรคพิษจากตะกั่วกำลังเข้ามาใกล้คุณแล้ว

รูปที่ 2 ปรอทวัดไข้, ที่มาของภาพ [3]

การใช้ประโยชน์จากสารปรอท นอกจากปรอทวัดไข้ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันแล้วปรอทยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลายประเภทดังนี้

- อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ใช้ทำอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เช่นเทอร์โมมิเตอร์ บารอมิเตอร์ เครื่องวัดความดันโลหิต

- อุตสาหกรรมสี จะใช้ออกไซด์ของปรอททำสีสำหรับสีที่นำไปใช้ทาใต้ท้องเรือเพื่อป้องกันไม่ให้สีแตกและลอกออกได้ง่าย

- อุตสาหกรรมเกี่ยวกับโลหะ ปรอทจะถูกใช้เป็นตัวทำละลายสำหรับโลหะบางชนิดโดยเรียกสารละลายที่ได้ว่าอะมาลกัม เช่น วัสดุที่ใช้ในการอุดฟันเกิดจากเงินผสมกับดีบุกอะมาลกัน

- อุตสาหกรรมไฟฟ้า ใช้สารปรอทในการทำสวิตซ์อัตโนมัติสำหรับตู้เย็นและไฟฟ้ากระแสตรง

 

          พิษจากสารปรอท เหตุการณ์ที่โด่งดังเป็นข่าวไปทั่วโลกจากพิษของปรอทคือโรคมินามิตะ   ที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1956   เมื่อน้ำเสียที่ปล่อยออกจากโรงงานอุตสาหกรรมไหลลงสู่อ่าวมินามิตะมีการปนเปื้อนสารปรอทที่ชื่อว่า   เมทิลเมอร์คิวรี่ (Methylmercury) ส่งผลให้คนที่บริโภคปลาที่มีการปนเปื้อนสารปรอทต้องเสียชีวิตมากว่า   100 คนและต้องทนทุกข์ทรมานจากพิษของสารปรอทอีกหลายพันคน   โดยจากการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบพบว่ามีค่าความเข้มข้นของสารปรอทสูงกว่า 600 ppm   [4] อาการเบื้องต้นคือผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้   ชาตามแขนขา แขนขาบิดเบี้ยวคล้ายคนพิการ   และนอกจากนี้สารปรอทสามารถถ่ายทอดจากมารดาสู่บุตรได้   ทำให้เด็กที่เกิดมามีอาการพิการทางสมองได้อีกด้วย [5] เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นโศกนาฎกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น   ที่แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาประเทศไม่ควรมุ่งเน้นด้านอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวแต่ควรพัฒนาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย  

           นอกจากนี้ Pacyna   และคณะ [6] กล่าวว่าในปี ค.ศ. 2000 ทั่วโลกมีปริมาณการปล่อยไอปรอทสู่บรรยากาศประมาณ   2200 ตันโดยมีแหล่งกำเนิดมาจากกิจกรรมของมนุษย์   โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงและกระบวนการทางอุตสาหกรรม จากงานวิจัยของ Cheng   และคณะ [7] ศึกษาแหล่งกำเนิดของสารปรอทในอากาศในเมือง   Toronto ประเทศแคนาดา ด้วยเครื่อง   Gaseous Elemental Mercury (GEM) พบว่าสารปรอทมีความเชื่อมโยงกับอนุภาคที่มีขนาดเล็กว่า 2.5 ไมครอน  (PHg < 2.5) และการออกซิไดซ์ของปรอทในรูปสารอนินทรีย์   (Gaseous Oxidized Inorganic Mercury (GOIM)) และการทำปฏิกิริยาของไอปรอทกับมลพิษทางอากาศ   (CO, NOx, O3, PM2.5, SO2) และยังพบอีกว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสารเคมี   ผลิตโลหะและบำบัดกากของเสียมีผลต่อการเพิ่มระดับความเข้มข้นของสารปรอทในบรรยากาศมากกว่าอุตสาหกรรมการเผาไหม้ถ่านหิน และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือจากงานวิจัยของ   Wong และคณะ [8] พบว่าทวีปเอเชียเป็นทวีปที่เป็นแหล่งปล่อยสารปรอทออกสูบรรยากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่รวดเร็วโดยเฉพาะสารปรอทจากอุตสาหกรรมการเผาไหม้ถ่านหิน   การถลุงเหล็ก การทำเหมืองทองคำและของเสียในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกทางไฟฟ้า   เมื่อทราบถึงอันตรายและแหล่งกำเนิดสารปรอทแล้วเราทุกคนควรตระหนักพร้อมทั้งหาแนวทางในการช่วยลดการปล่อยสารปรอทออกสู่บรรยากาศ   เพราะทุกคนมีโอกาสได้รับความเป็นพิษจากไอปรอทเท่าเทียมกันหากมีไอปรอทในชั้นบรรยากาศมีความเข้มข้นสูง

แนวทางป้องกันอันตรายจากสารปรอท [5]

-                      ลดการใช้สารปรอทในอุตสาหกรรม

-                      หากเกิดการรั่วไหลของสารปรอทให้นำภาชนะที่มีน้ำมารองรับเพื่อป้องกันการระเหยกลายเป็นไอของปรอท

-                      สวมใส่เสื้อผ้า หน้ากากพร้อมถุงมือมิดชิดหากต้องทำงานร่วมกับสารปรอท

-                      ตรวจสอบปริมาณความเข้มข้นของไอปรอทในบริเวณที่ทำงานอยู่เสมอ   อย่าให้เกินค่ามาตรฐาน

-                      ควรมีเครื่องดูดไอปรอทที่กระจายในบริเวณที่ทำงานออกสู่ภายนอกเพื่อไปทำการกักเก็บไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจาย   และทำให้บริเวณพื้นที่ใช้งานมีอากาศที่บริสุทธิ์

 

อ้างอิง

  1. 1.http://an.wikipedia.org/wiki/Mercurio_(elemento)
  2. 2.http://en.wikipedia.org/wiki/File:Pouring_liquid_mercury_bionerd.jpg
  3. 3.http://thekiddyland.blogspot.com/2010/11/blog-post.html
  4. 4.Kudo, A., Fujikawa, Y., Miyahara, S., Zheng, J., Takigami, H., Sugahara, M., Muramatsu. T. 1998. Lessons from Minamata mercury pollution, Japan — After a continuous 22 years of observation. Water Science and Technology. Vol.38 (7): 187–193.
  5. 5.http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=79 อ้างถึง หนังสือความรู้สิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 14 พ.ศ.2543 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้าที่ 9-13
  6. 6.Pacyna, E.G., Pacyna, J.M., Steenhuisen, F., Wilson, S. 2006. Global anthropogenic mercury emission inventory for 2000. Atmospheric Environment. Vol. 40: 4048–4063.
  7. 7.Cheng, I., Lu, J., Song, X. 2009. Studies of potential sources that contributed to atmospheric mercury in Toronto, Canada. Atmospheric Environment. Vol.43: 6145–6158.
  8. 8.Coby S.C. Wong, Nurdan S. Duzgoren-Aydin, Adnan Aydin, Ming H. Wong. 2006. Sources and trends of environmental mercury emissions in Asia. Science of the Total Environment. Vol. 368: 649–662.

 

 

 

โลหะหนักคือ ???   ทุกคนคงเคยได้ยินคำถามนี้หรือเคยสงสัยว่ามันคืออะไร ในบทความฉบับนี้จะช่วยตอบคำถามและบอกถึงภัยร้ายจากมันอย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

                โลหะหนัก (Heavy metal) คือกลุ่มธาตุที่มีความหนาแน่นมากกว่า 5 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรและความถ่วงจำเพาะสูงกว่า 4 [1] ถ้าคุณยังมองไม่เห็นภาพให้ลองเทียบกับน้ำซึ่งมีความหนาแน่นเท่ากับ 1 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งแสดงว่าคุณสมบัติเบื้องต้นของโลหะหลักคือจมน้ำแต่โลหะหนักมีคุณสมบัติที่สำคัญอีกอย่างคือ ต้องเป็นโลหะที่อยู่ในกลุ่มธาตุ Transition metals ซึ่งจัดว่าเป็นกลุ่มธาตุที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต ไม่สลายตัวในกระบวนการทางธรรมชาติ มีความเสถียร และสามารถสะสมอยู่ในอากาศ ดินและแหล่งน้ำรวมถึงสะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิตได้อีกด้วย จัดเป็นกลุ่มธาตุที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต ธาตุที่จัดเป็นโลหะหนักมีทั้งหมด 22 ชนิดได้แก่ ทองแดง เงิน ทองคำ ทองคำขาว สังกะสี ตะกั่ว ดีบุก โครเมียม ทังสเตน พลวง แคดเมียม ปรอท บิสมัส พลวง ไททาเนียม แทนทาลัม โคบอลต์ ยูเรเนียม นิเกิล แมงกานีส โมลิเดียม และเบอร์มัสเนียม [2] จะเห็นว่าเป็นล้วนแต่เป็นธาตุที่นิยมนำใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท และจากข้อมูลการจัดอันดับสารอันตรายโดยองค์กร The Agency for Toxic Substances and Disease Registry (ATSDR) [3] แสดงดังตารางที่ 1 พบว่า มีโลหะหนัก 3 ชนิดติด10 อันดับแรกของสารอันตรายจากทั้งหมด 275 รายการทั้งในปี ค.ศ. 2007 และค.ศ.2011 คือ ตะกั่ว (Lead) ปรอท (Mercury) และแคดเมียม (Cadmium)

ตารางที่ 1 10 อันดับแรกสารอันตรายโดยองค์กร The Agency for Toxic Substances and Disease Registry (ATSDR)

2011 RANK

SUBSTANCE NAME

2007 RANK

           CAS RN

1

ARSENIC

1

007440-38-2

2

LEAD

2

007439-92-1

3

MERCURY

3

007439-97-6

4

VINYL   CHLORIDE

4

000075-01-4

5

POLYCHLORINATED   BIPHENYLS

5

001336-36-3

6

BENZENE

6

000071-43-2

7

CADMIUM

7

007440-43-9

8

BENZO(A)PYRENE

9

000050-32-8

9

POLYCYCLIC   AROMATIC HYDROCARBONS

8

130498-29-2

10

BENZO(B)FLUORANTHENE

10

000205-99-2

ที่มาของข้อมูล: Agency for Toxic Substances and Disease Registry [3]

เนื่องจากโลหะหนักมีความคงตัว สามารถสะสมได้ในแหล่งน้ำ แหล่งดินและอากาศ เพื่อเป็นกันป้องกันอันตรายจากการได้รับพิษจากโลหะหนัก ประเทศไทยได้มีการจัดทำมาตรฐานอาหารปนเปื้อนโลหะเช่นกันซึ่งประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (พ.ศ.2529) เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการปนเปื้อนของโลหะในอาหารแสดงดังตารางที่ 2 [4]

ตารางที่ 2 มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อนโลหะ

ที่มาของข้อมูล [4]

จะเห็นได้ปริมาณการปนเปื้อนของโลหะในอาหารที่จัดเป็นโลหะหนักอนุญาติให้ปนเปื้อนในอาหารได้ในปริมาณที่น้อยกว่าโลหะทั่วไปเมื่อเทียบกับน้ำหนัก 1 กิโลกรัมเท่ากัน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะความเป็นพิษจากโลหะหนักเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะรุนแรงกว่าโลหะทั่วไป แบ่งความรุนแรงต่อกลไกระดับเซลล์ได้ 5 แบบดังนี้ [5]
1. ทำให้เซลล์ตาย
2. เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของเซลล์
3. เป็นตัวการทำให้เกิดเซลล์มะเร็ง
4. ทำให้เกิดความผิดปกติทางรหัสพันธุกรรม
5. ทำให้เกิดความเสียหายต่อโครโมโซมทางพันธุกรรม

อันตรายจากจากโลหะหนัก ในบทความฉบับนี้กล่าวถึงโลหะหนักที่ชื่อว่า ตะกั่ว ซึ่งติดอันดับ 2 สารอันตรายที่จัดโดยองค์กร ATSDR และความเป็นพิษของตะกั่วเป็นที่รู้กันดีตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 แล้วเมื่อมีเด็กเกิดอาการชัก โคม่าและตายในที่สุดจากการได้รับสารตะกั่ว [6] ตะกั่วถือเป็นสารสำคัญที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมแพร่หลาย โดยมีปริมาณการใช้ทั่วโลกประมาณ 2.5ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะในกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ ท่อระบายน้ำอุปกรณ์ทางทหาร รวมถึงสารตะกั่วในน้ำมันเบนซีน เนื่องจากตะกั่วไม่สามารถกำจัดได้โดยกระบวนการทางธรรมชาติเกิดการสะสมทั้งในดิน อากาศและแหล่งน้ำ เมื่อเรากิน ผัก ผลไม้ ข้าวโพดที่ปลูกด้วยดินที่มีปนเปื้อนสารตะกั่ว หม้อก๋วยเตี๋ยวที่เชื่อมด้วยตะกั่ว การนำน้ำที่มีการปนเปื้อนสารตะกั่วมาใช้ เป็นต้นก็จะทำให้ตะกั่วเข้าสู่ร่างกายเราได้ และนอกจากนี้ยังพบอีกว่าที่ประเทศจีน ใช้สารตะกั่วออกไซด์ (Lead Oxide, PbO) ในการดองไข่ ซึ่งถือเป็นวิธีดั้งเดิม และแบรนด์อาหารชั้นน้ำในมณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang Province) พบว่า 5 ใน 11 แบรนด์ใช้สารตะกั่วออกไซด์เกินค่ามาตรฐาน [7] นอกจากนี้ Bogden [8] รายงานว่าในปี ค.ศ.1994 หน่วยงาน The Consumer Product Safety Commission ของประเทศสหรัฐ พบดินสอสี 11 ยี่ห้อที่นำเข้าและผลิตจากประเทศจีนมีสารตะกั่วปนเปื้อน และสามยี่ห้อมีความเป็นพิษสูงพอที่จะทำให้เด็กเป็นโรคพิษจากตะกั่ว

เมื่อสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ จะไปยึดกับเม็ดเลือดแดงและแพร่กระจายไปตามเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกายทำให้เกิดภาวะผิดปกติ อวัยวะที่มักถูกทำลายโดยตะกั่วได้แก่ กระดูก สมอง ไต และต่อมไทรอยด์[2] แสดงภาพดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 โรคพิษตะกั่ว, ที่มาของภาพ [9]

นอกจากนี้ยังพบอีกว่าเด็กที่ได้สารตะกั่วจะมีระดับ IQ ต่ำกว่าเด็กทั่วไป โดยทุกๆ ความเข้มข้น 10 mg/L ของตะกั่วที่ได้รับจะทำให้ระดับ IQ ของเด็กลดลงจะลดลง 2-4 point [10] Shen และคณะ [11] กล่าวว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในชุมชนอุตสาหกรรมและการจราจรติดขัดของประเทศจีนมีระดับตะกั่วในเลือดสูงกว่าเด็กที่อาศัยในพื้นที่อื่นๆ โดยเด็กมีค่าเฉลี่ยระดับตะกั่วในเลือด (blood lead levels, BPb) สูงถึง 21.8-67.9 pg/dl. ซึ่งแสดงถึงระดับความเป็นพิษจากตะกั่วที่เด็กได้รับสูง 64.9%-99.5% ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กช้ากว่าปกติ

 

อ้างอิง

1.http://www.npc-se.co.th/npc_date/npc_previews.asp?id_head=14&;id_sub=6&id=368

2.http://www.aiyaragems.com/content.aspx?id=1460

3.http://www.atsdr.cdc.gov/SPL/index.html

4.Heavy metal, Food Network Solution http://www.foodnetworksolution.com

5.Rosen, J.F. 1992. Health effects of lead at low exposure levels. Am. J. Dis. Child. Vol. 146: 1278-1280.

6.http://www.doctor.or.th/article/detail/4102

7.Dai, Z.Z., Yang, L.L. and Xiao, R. 1985. Residual lead in Pi Dan. Chin. Public Health. Vol. 1985: 60-63.

8.Bogden, J.D. 1975. Extraction of lead from printed matter at physiological values of pH. Arch. Environ. Health. Vol. 30: 442-448.

9.โรคพิษตะกั่ว, http://guru.sanook.com

10.http://www.cai.md.chula.ac.th/lesson/lesson4613/lesson/main12.html

11.Shen, X.-M., Rosenb, J. F., Guoa, Di., Wua. S-M. 1996. Childhood lead poisoning in China. Sci Total Environ. Vol. 181:101-109.

 

© 2012 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

Top Desktop version