::DPM::

Switch to desktop Register Login

อันตรายจากสารปรอทที่ควรทราบ

Rate this item
(18 votes)

                   ปรอท (Mercury) เป็นโลหะหนักชนิดหนึ่งอยู่ในกลุ่มธาตุทรานซิซัน สัญลักษณ์ของธาตุคือ Hg มีมวลอะตอม 200.589 กรัมต่อโมล จุดหลอมเหลว -38.83°C จุดเดือด 356.73°C ความหนาแน่น 13.53 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งเป็นค่าที่สูงมากเมื่อเทียบกับน้ำที่มีความหนาแน่นเท่ากับ 1 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรและด้วยความหนาแน่นที่มากสามารถทำให้ตะกั่วและเหล็กลอยอยู่ได้เมื่อใส่ลงไปในปรอท ลักษณะทางกายภาพเป็นของเหลวสีเงินและสามารถระเหยกลายเป็นไอได้ที่อุณหภูมิปกติ [1] แสดงดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 ลักษณะทางกายภาพของสารปรอท, ที่มาของภาพ: [2]

 

ทุกๆ คน ล้วนเคยผ่านการสัมผัสกับปรอททั้งนั้น บ้างก็ถูกใส่ปากหรือไม้ก็หนีบไว้ใต้รักแร้เวลาเจ็บป่วย ไม่สบาย แต่อย่าเพิ่งตกใจเพราะนั่นคือปรอทวัดไข้ สารปรอทซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวสีเงินถูกเก็บไว้อย่างดีในหลอดแก้วที่ออกแบบไว้เพื่อความปลอดภัยไม่ให้มีสารปรอทออกสู่ภายนอก แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณทำหลอดแก้วแตกจนสารปรอทแพร่กระจายออกมาได้ คุณควรระวังตัวให้ดี นั่นหมายถึงโรคพิษจากตะกั่วกำลังเข้ามาใกล้คุณแล้ว

รูปที่ 2 ปรอทวัดไข้, ที่มาของภาพ [3]

การใช้ประโยชน์จากสารปรอท นอกจากปรอทวัดไข้ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันแล้วปรอทยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลายประเภทดังนี้

- อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ใช้ทำอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เช่นเทอร์โมมิเตอร์ บารอมิเตอร์ เครื่องวัดความดันโลหิต

- อุตสาหกรรมสี จะใช้ออกไซด์ของปรอททำสีสำหรับสีที่นำไปใช้ทาใต้ท้องเรือเพื่อป้องกันไม่ให้สีแตกและลอกออกได้ง่าย

- อุตสาหกรรมเกี่ยวกับโลหะ ปรอทจะถูกใช้เป็นตัวทำละลายสำหรับโลหะบางชนิดโดยเรียกสารละลายที่ได้ว่าอะมาลกัม เช่น วัสดุที่ใช้ในการอุดฟันเกิดจากเงินผสมกับดีบุกอะมาลกัน

- อุตสาหกรรมไฟฟ้า ใช้สารปรอทในการทำสวิตซ์อัตโนมัติสำหรับตู้เย็นและไฟฟ้ากระแสตรง

 

          พิษจากสารปรอท เหตุการณ์ที่โด่งดังเป็นข่าวไปทั่วโลกจากพิษของปรอทคือโรคมินามิตะ   ที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1956   เมื่อน้ำเสียที่ปล่อยออกจากโรงงานอุตสาหกรรมไหลลงสู่อ่าวมินามิตะมีการปนเปื้อนสารปรอทที่ชื่อว่า   เมทิลเมอร์คิวรี่ (Methylmercury) ส่งผลให้คนที่บริโภคปลาที่มีการปนเปื้อนสารปรอทต้องเสียชีวิตมากว่า   100 คนและต้องทนทุกข์ทรมานจากพิษของสารปรอทอีกหลายพันคน   โดยจากการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบพบว่ามีค่าความเข้มข้นของสารปรอทสูงกว่า 600 ppm   [4] อาการเบื้องต้นคือผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้   ชาตามแขนขา แขนขาบิดเบี้ยวคล้ายคนพิการ   และนอกจากนี้สารปรอทสามารถถ่ายทอดจากมารดาสู่บุตรได้   ทำให้เด็กที่เกิดมามีอาการพิการทางสมองได้อีกด้วย [5] เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นโศกนาฎกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น   ที่แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาประเทศไม่ควรมุ่งเน้นด้านอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวแต่ควรพัฒนาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย  

           นอกจากนี้ Pacyna   และคณะ [6] กล่าวว่าในปี ค.ศ. 2000 ทั่วโลกมีปริมาณการปล่อยไอปรอทสู่บรรยากาศประมาณ   2200 ตันโดยมีแหล่งกำเนิดมาจากกิจกรรมของมนุษย์   โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงและกระบวนการทางอุตสาหกรรม จากงานวิจัยของ Cheng   และคณะ [7] ศึกษาแหล่งกำเนิดของสารปรอทในอากาศในเมือง   Toronto ประเทศแคนาดา ด้วยเครื่อง   Gaseous Elemental Mercury (GEM) พบว่าสารปรอทมีความเชื่อมโยงกับอนุภาคที่มีขนาดเล็กว่า 2.5 ไมครอน  (PHg < 2.5) และการออกซิไดซ์ของปรอทในรูปสารอนินทรีย์   (Gaseous Oxidized Inorganic Mercury (GOIM)) และการทำปฏิกิริยาของไอปรอทกับมลพิษทางอากาศ   (CO, NOx, O3, PM2.5, SO2) และยังพบอีกว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสารเคมี   ผลิตโลหะและบำบัดกากของเสียมีผลต่อการเพิ่มระดับความเข้มข้นของสารปรอทในบรรยากาศมากกว่าอุตสาหกรรมการเผาไหม้ถ่านหิน และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือจากงานวิจัยของ   Wong และคณะ [8] พบว่าทวีปเอเชียเป็นทวีปที่เป็นแหล่งปล่อยสารปรอทออกสูบรรยากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่รวดเร็วโดยเฉพาะสารปรอทจากอุตสาหกรรมการเผาไหม้ถ่านหิน   การถลุงเหล็ก การทำเหมืองทองคำและของเสียในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกทางไฟฟ้า   เมื่อทราบถึงอันตรายและแหล่งกำเนิดสารปรอทแล้วเราทุกคนควรตระหนักพร้อมทั้งหาแนวทางในการช่วยลดการปล่อยสารปรอทออกสู่บรรยากาศ   เพราะทุกคนมีโอกาสได้รับความเป็นพิษจากไอปรอทเท่าเทียมกันหากมีไอปรอทในชั้นบรรยากาศมีความเข้มข้นสูง

แนวทางป้องกันอันตรายจากสารปรอท [5]

-                      ลดการใช้สารปรอทในอุตสาหกรรม

-                      หากเกิดการรั่วไหลของสารปรอทให้นำภาชนะที่มีน้ำมารองรับเพื่อป้องกันการระเหยกลายเป็นไอของปรอท

-                      สวมใส่เสื้อผ้า หน้ากากพร้อมถุงมือมิดชิดหากต้องทำงานร่วมกับสารปรอท

-                      ตรวจสอบปริมาณความเข้มข้นของไอปรอทในบริเวณที่ทำงานอยู่เสมอ   อย่าให้เกินค่ามาตรฐาน

-                      ควรมีเครื่องดูดไอปรอทที่กระจายในบริเวณที่ทำงานออกสู่ภายนอกเพื่อไปทำการกักเก็บไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจาย   และทำให้บริเวณพื้นที่ใช้งานมีอากาศที่บริสุทธิ์

 

อ้างอิง

  1. 1.http://an.wikipedia.org/wiki/Mercurio_(elemento)
  2. 2.http://en.wikipedia.org/wiki/File:Pouring_liquid_mercury_bionerd.jpg
  3. 3.http://thekiddyland.blogspot.com/2010/11/blog-post.html
  4. 4.Kudo, A., Fujikawa, Y., Miyahara, S., Zheng, J., Takigami, H., Sugahara, M., Muramatsu. T. 1998. Lessons from Minamata mercury pollution, Japan — After a continuous 22 years of observation. Water Science and Technology. Vol.38 (7): 187–193.
  5. 5.http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=79 อ้างถึง หนังสือความรู้สิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 14 พ.ศ.2543 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้าที่ 9-13
  6. 6.Pacyna, E.G., Pacyna, J.M., Steenhuisen, F., Wilson, S. 2006. Global anthropogenic mercury emission inventory for 2000. Atmospheric Environment. Vol. 40: 4048–4063.
  7. 7.Cheng, I., Lu, J., Song, X. 2009. Studies of potential sources that contributed to atmospheric mercury in Toronto, Canada. Atmospheric Environment. Vol.43: 6145–6158.
  8. 8.Coby S.C. Wong, Nurdan S. Duzgoren-Aydin, Adnan Aydin, Ming H. Wong. 2006. Sources and trends of environmental mercury emissions in Asia. Science of the Total Environment. Vol. 368: 649–662.

 

 

 

Last modified on Monday, 27 August 2012 14:02

© 2012 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

Top Desktop version