::DPM::

Switch to desktop Register Login

แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือแก๊สไข่เน่า แก๊สพิษที่ไม่ควรมองข้าม

Rate this item
(12 votes)

ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์แต่จะมีสักกี่คนที่รู้และตระหนักถึงอันตรายของแก๊สชนิดนี้ที่มีต่อมลพิษทางอากาศและสุขภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าแก๊สไข่เน่า คงเป็นเพราะกลิ่นของแก๊สชนิดนี้คล้ายกลิ่นของไข่เน่า แก๊สชนิดนี้เป็นหนึ่งในสารประกอบที่ได้จากธาตุซัลเฟอร์ มีคุณสมบัติเป็นแก๊สพิษชนิดหนึ่งที่ไม่มีสี มีสูตรทางเคมีว่า H2S [1] น้ำหนักโมเลกุล 34.04 จุดเดือด -85.5°C จุดหลอมเหลว -60.7°C ความหนาแน่นของแก๊ส 1.393 g/L ที่อุณหภูมิ 25°C ความดันบรรยากาศ 1 atm ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอากาศ [2] ค่าปริมาณไอระเหยของแก๊สต่ำสุดที่สามารถเกิดการระเบิดได้ หากมีออกซิเจนเพียงพอ (Lower explosive Limit, LEL) อยู่ที่ 4% จึงจัดแก๊สชนิดว่าเป็นแก๊สที่มีความว่องไวในการลุกติดไฟได้ง่ายมากและเกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรง[3] และอุณหภูมิที่สามารถลุกติดไฟได้เองอยู่ที่อุณหภูมิ 290°C [4]

แหล่งกำเนิดของแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์โดยส่วนใหญ่มาจาก 2 แหล่งได้แก่ กระบวนการทางธรรมชาติและกระบวนการทางอุตสาหกรรม โดยกระบวนการทางธรรมชาติ เช่นกระบวนการย่อยสลายของซากอินทรีย์สารที่มีธาตุซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบโดยแบคทีเรียในสภาวะที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic digestion) [5] ซึ่งสามารถดูการเกิดขึ้นของแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์จากกระบวนการนี้ได้จากภาพถ่ายขององค์การนาซา (อังกฤษ: National Aeronautics and Space Administration - NASA) แสดงดังรูปที่ 1 พบว่ามีแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากห่างจากแนวชายฝั่งสาธารณรัฐนามิเบีย (Namibia) เพียง 150 กิโลเมตรโดยสีเขียวในรูปภาพแสดงถึงแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากน้ำทะเลที่อยู่ชายฝั่งมีปริมาณออกซิเจนต่ำ ทำให้สิ่งมีชีวิตในทะเลตายเป็นจำนวนมากและเกิดการย่อยสลายซากอินทรีย์โดยแบคทีเรียส่งผลให้มีการปล่อยแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ขึ้นมา ซึ่งแก๊สพิษที่เกิดขึ้นยังส่งผลย้อนกลับไปทำลายระบบนิเวศน์ของชายฝั่งซ้ำอีกด้วยทำให้เกิดความเป็นพิษต่อชายฝั่งและสิ่งมีชีวิตในทะเล ในส่วนของกระบวนการทางอุตสาหกรรมได้แก่ กระบวนการกลั่นแยกปิโตรเลียม การผลิตสิ่งทอ การฟอกหนัง การทำเหมืองแร่ กระบวนการเกี่ยวกับการผลิตเยื่อกระดาษ กระบวนบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล [6]

 

รูปที่ 1 แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ (สีเขียว) ที่เกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งสาธารณรัฐนามิเบีย (Namibia)

ที่มาของภาพ: Visible earth [7]

ระดับความเป็นพิษของแก๊สชนิดนี้ หน่วยงาน The American National Standards Institute standard ได้แบ่งระดับความเป็นพิษตามระดับความเข้มข้นแก๊สที่ได้รับ แสดงดังตารางที่ 1 จากตารางจะเห็นว่าแก๊สชนิดนี้ส่งผลเสียต่อมนุษย์ หากได้รับในระดับความเข้มข้นต่ำก็ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองแต่ถ้าได้รับที่ปริมาณความเข้มข้นสูงๆ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ทันที และนอกจากนี้เมื่อแก๊สพิษชนิดนี้สัมผัสกับน้ำหรือไอน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นกรดซัลฟูริกมีฤทธิ์ทางการกัดกร่อนสูง สามารถกัดกร่อนหลังคาบ้านเรือนรวมไปถึงวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะหากแก๊สชนิดนี้เกาะตัวอยู่บนโลหะหรืออยู่ในอากาศ เมื่อฝนตกลงมาก็จะกลายเป็นไอกรด หรือฝนกรด และถ้าหากถูกผิวหนังก็จะเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน

ตารางที่ 1 ระดับความเป็นพิษของแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย [8]

        
  

ระดับความเข้มข้นของ    H2S

  
  

ระยะเวลาที่ได้รับ

  
  

ผลกระทบต่อร่างกาย

  

10 ppm

ขณะที่ได้สัมผัสและสูดดม

เกิดอาการระคายเคืองที่ดวงตา

50 ถึง100 ppm

1 ชั่วโมง

จะส่งผลระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อนัยน์ตา และระบบทางเดินหายใจ   ทำให้หายใจติดขัด

100 ppm

2 ถึง 15 นาที

จะเกิดอาการไอ ระคายเคืองที่ดวงตา สูญเสียการรับรู้กลิ่น

16 ถึง 30 นาที

หากมีอาการสูดดมหรือสัมผัสต่อไป จะทำระบบหายใจเริ่มติดขัด   หายใจลำบากขึ้น เริ่มเจ็บที่นัยน์ตาและมีอาการมึนงงตามมา

1 ชั่วโมง

หากมีอาการสูดดมหรือสัมผัสต่อไป จะมีอาการแสบ ปวดร้อน ที่คอ เพิ่มขึ้นมาจากอาการก่อนหน้านี้   และหากยังมีการสูดดมต่อเนื่องต่อไปจะทำให้เสียชีวิตภายในระยะเวลา 48   ชั่วโมงต่อมา

200 ถึง 300 ppm

1 ชั่วโมง

หากมีอาการสูดดมหรือสัมผัส   จะส่งผลต่อระบบเนื้อเยื่อในตาและระบบหายใจอย่างรุนแรง หายใจติดขัด   ปวดแสบที่ลำคอและนัยน์ตา

500 ถึง 700 ppm

30 ถึง 60 นาที

หากมีอาการสูดดมหรือสัมผัส จะทำให้สมองถูกทำลาย สูญเสียความสามารถในการสั่งการและอาจถึงขั้นเสียชีวิต

700 ถึง 1000 ppm

ช่วงเวลาสั้นๆ

หากมีอาการสูดดมหรือสัมผัส จะทำให้หมดสติอย่างรวดเร็ว   หยุดการหายใจและเสียชีวิต

1000 ถึง 2000 ppm

ทันที ที่ได้รับ

หากมีอาการสูดดมหรือสัมผัส จะทำให้หมดสติทันที   หยุดการหายใจและเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว

หมายเหตุ

ผู้ที่หยุดหายใจในระยะเวลาสั้น อาจจะรอดชีวิตได้   ถ้าถูกแยกตัวออกมาจากแหล่งที่แก๊สมีระดับความเข้มข้นสูงมาสูบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ในเวลาอันรวดเร็ว

 

จากระดับความเป็นพิษข้างต้น ได้มีตัวอย่างอุบัติภัยที่เกิดขึ้นจากแก๊สชนิดนี้ ส่งผลให้มีคนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเกิดขึ้นด้วยเช่น อุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย คือ บริษัท ปตท. เคมีคอล จำกัด (มหาชน) เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2552 จ.ระยอง สาเหตุมาจากแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์รั่ว ส่งผลให้คนงานและผู้รับเหมาจำนวน 27 ราย ได้รับแก๊สพิษทำให้เกิดอาการมึนศีรษะแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก จนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล [9] และในปีเดียวกันก็ได้เกิดอุบัติภัยจากแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์รั่วขึ้นอีกครั้งที่โรงงานไทยเรยอน จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2552 โรงงานแห่งนี้จะผลิตเรยอนโดยใช้คาร์บอนไดซัลไฟด์จากปฎิกิริยาระหว่างแก๊สมีเทนกับกำมะถันแล้วจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นคาร์บอนไดซัลไฟด์และไฮโดรเจนซัลไฟด์ ในส่วนของแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์จะถูกนำกลับไปผ่านกระบวนการผลิตกำมะถันกลับคืนมาใหม่อุบัติภัยเกิดหลังจากที่ทางโรงงานซ่อมระบบสัญญาณเตือนภัยเสร็จ และเมื่อเปิดใช้ระบบพบว่ามีสัญญาณเตือนแจ้งว่ามีคาร์บอนไดซัลไฟด์สะสมมากผิดปกติในบางจุด ทางวิศวกรจึงรีบเข้าไปยังที่เกิดเหตุโดยขาดความชำนาญในการรับมือกับสารเคมีดังกล่าวเป็นเหตุให้วิศวกรได้รับบาดเจ็บ 4 รายและเสียชีวิต 1 ราย [10] จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่าแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นแก๊สพิษที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม ควรตระหนักถึงอันตรายและแนวทางป้องกันและรับมือกับแก๊สพิษชนิดนี้ ซึ่งจะนำเสนอในบทความฉบับต่อไป

อ้างอิง

1.http://en.wikipedia.org/wiki/Hydrogen_sulfide

2.http://mattson.creighton.edu/H2S/H2S_Info.html

3.http://www.orangeth.com/GasArticles/H2S.html

4.http://msds.pcd.go.th/searchName.asp?vID=153

5.http://en.wikipedia.org/wiki/Hydrogen_sulfide

6.http://www.chemtrack.org/HazMap-Agent-Info.asp?ID=768

7.http://visibleearth.nasa.gov/view.php?id=77287

8.http://www.orangeth.com/GasArticles/H2S.html

9.http://www.mtp.rmutt.ac.th/?p=2360

10.http://www.chemtrack.org/News-Detail.asp?TID=3&;ID=22

Last modified on Thursday, 05 July 2012 08:25

© 2012 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

Top Desktop version