::DPM::

Switch to desktop Register Login

อันตรายจากสารไซยาไนด์

Rate this item
(13 votes)

ภัยจากสารเคมีที่ชื่อว่าสารไซยาไนด์ (Cyanide) นับว่าเป็นภัยจากสารเคมีอีกชนิดที่อยากให้ทุกๆ คนตระหนักถึงภัยอันตรายที่มีต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าสารไซยาไนด์ไม่ถูกจัดว่าเป็นสารก่อมะเร็ง [1] แต่ก็มีฤทธิ์ทำให้ถึงแก่ความตายได้หากร่างกายได้รับเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด นอกจากนี้ Baskin และคณะ [2] รายงานว่าการได้รับสารไซยาไนด์ที่ความเข้มข้นสูงอาจทำให้เสียชีวิตได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาทีและสารเคมีชนิดนี้ถูกใช้เป็นยาพิษเมื่อหลายพันปีแล้ว

สูตรโมเลกุลโดยทั่วไปของไซยาไนด์คือ –CN ซึ่งสามารถไปจับกับธาตุหรือสารประกอบอื่นๆ ได้ง่าย โดยส่วนใหญ่จะให้สารประกอบที่เป็นพิษต่อร่างกาย โดยทั่วไปแบ่งกลุ่มของสารประกอบหมู่ไซยาไนด์ได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์ (Inorganic cyanide) และกลุ่มสารอินทรีย์ (Organic cyanide หรือ nitriles) ตัวอย่างสารประกอบไซยาไนด์เช่น [1]

  • Acryonitrile (vinyl cyanide,      cyanoethylene, propene nitrile) ลักษณะเป็นของเหลวใสไม่มีสี      ติดไฟได้ง่าย ใช้เป็นสารตั้งต้นของอุตสาหกรรมยา ยาฆ่าแมลง และสารลดแรงตึงผิว
  • Calcium cyanamide (nitrolim,      calcium carbimide, cyanamide) ลักษณะเป็นผงสีดำเทาเป็นประกาย      ใช้สำหรับบ่มเพาะในงานเกษตรกรรม ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช อุตสาหกรรมคอตตอน      อุตสาหกรรมเหล็กใช้ทำให้เหล็กแข็งตัว และยังเป็นสารตั้งต้นของการผลิตเมลามีน
  • Cyanogen, cyanogen bromide and      cyanogen chloride ใช้เป็นส่วนผสมในเชื้อเพลิง      และใช้ในการตัดเหล็กที่ทนความร้อนสูง นอกจากนี้ยังใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง      เป็นส่วนประกอบของยาฆ่าแมลง และใช้สกัดทอง
  • Hydrogen cyanide ใช้ในอุตสาหกรรมไฟเบอร์      พลาสติก ขัดเงาโลหะ การย้อมสี และการถ่ายภาพ
  • Sodium cyanide ใช้เป็นวัตถุเคลือบโลหะในอุตสาหกรรมอิเล็คทรอไลซิส      ใช้ในการสกัดทองและเงิน ใช้ทำสะอาดโลหะ ใช้ในการทำยาฆ่าแมลง อุตสาหกรรมสี      อุตสาหกรรมการผลิตไนลอนเป็นต้น
  • Potassium ferricyanide (red      prussiate of potash) ใช้ในอุตสาหกรรมโลหะ การถ่ายภาพ      การย้อมสี และ การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์

ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ และโซเดียมไซยาไนด์ ซึ่งเป็นสารที่พบบ่อยพร้อมให้แนวทางเอาตัวรอดหากเกิดกรณีฉุกเฉิน

ไฮโดรเจนไซยาไนด์ สูตรโมเลกุล HCN พบในรูปของก๊าซไม่มีสี มีกลิ่นฉุน จุดเดือด 26 °C จุดหลอมเหลว -11°C จัดเป็นก๊าซพิษ โดยก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์จะเกิดปฏิกิริยาโพลีเมอร์ไรเซชั่นที่รุนแรงเมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูงกว่า 50 °C และเกิดการออกซิไดซ์อย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสกับสารที่เป็นกรดหรือเบส ในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้จากก๊าซนี้ สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติ ให้รีบไปปิดแหล่งรั่วไหลของก๊าซโดยให้สวมอุปกรณ์ช่วยหายใจชนิดมีถังอากาศในตัว (SCBA) พร้อมหน้ากากเต็มหน้าและชุดป้องกันสารเคมี และใช้น้ำฉีดเป็นฝอยเพื่อหล่อเย็นภาชนะบรรจุก๊าซอยู่เสมอห้ามใช้สารดับเพลิงเพราะอาจเกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงได้ [3] นอกจากนี้ยังพบว่า ไฮโดรเจนไซยาไนด์จัดเป็นก๊าซพิษที่ตรวจพบในควันบุหรี่ ซึ่งจะเข้าไปทำลายเยื่อบุผิวหลอดลมส่วนปลายและถุงลมทำให้เกิดโรดหลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง [4]

โซเดียมไซยาไนด์ สูตรโมเลกุล NaCN ลักษณะทางกายภาพเป็นของแข็งสีขาว น้ำหนักโมเลกุล 49.01 จุดเดือด 1497°C ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารชนิดนี้ควรระวัง เนื่องจากสารชนิดนี้มีความคงตัวทางเคมีสูงมาก อุณหภูมิที่ใช้ในการสลายตัวต้องสูงกว่า 1500°C และเมื่อสลายตัวจะให้สารเคมีอันตรายที่ชื่อว่ากรดไฮโดรไซยานิก นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อสารชนิดนี้สัมผัสกับกรดเช่น คาร์บอนไดออกไซด์จะทำให้เกิดกรดไฮโดรไซยานิกเช่นกัน ซึ่งกรดที่ได้จัดเป็นสารไวไฟเมื่อสัมผัสกับอากาศอาจทำให้เกิดการระเบิดได้ หากเกิดเพลิงไหม้โดยมีสารโซเดียมไซยาไนด์เป็นส่วนประกอบ โปรดจำไว้ว่าให้ใช้ผงเบส หรือโฟม ในการดับเพลิงเท่านั้น ห้ามใช้น้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในการดับเพลิง เนื่องจากโซเดียมไซยาไนด์เมื่อโดนความชื้นและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะให้ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ และนอกจากนี้พบว่าโซเดียมไซยาไนด์มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีหากใช้น้ำในการดับเพลิงเมื่อน้ำไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ, ดิน หรือ ซึมลงสู่น้ำแหล่งน้ำจะก่อให้เกิดความปนเปื้อนสารไซยาไนด์ในแหล่งน้ำและก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป [5]

                ตัวอย่างผลกระทบจากสารไซยาไนด์ เหตุเกิดที่หมู่บ้านนานหองบง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ในปี พ.ศ. 2551 เมื่อชาวบ้านรวมตัวกันร้องเรียนต่อผู้ว่าจังหวัดเกี่ยวกับการปล่อยสารพิษโดยเฉพาะสารไซยาไนด์ลงสู่แม่น้ำจากการทำเหมืองทองคำของบริษัททุ่งคำ ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้เพื่อการบริโภคและอุปโภคได้ จำนวน 104 คน และจากการตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า มีผู้ป่วย 6 รายเจ็บป่วยจากสารพิษไซยาไนด์ และจากการตรวจสอบแหล่งน้ำธรรมชาติและลำน้ำของแม่น้ำเลย พบว่ามีการปนเปื้อนของสารไซยาไนด์เกินค่ามาตรฐาน ถ้านำไปใช้จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตัวอย่างในต่างประเทศ เหตุเกิดที่ประเทศ Kyrgyztan ในปีพ.ศ. 2541 เมื่อเรถบรรทุกสารเคมีของเหมืองทอง Kumtor ประเทศ Kyrgyztan เกิดอุบัติเหตุทำให้โซเดียมไซยาไนด์ 1762 กิโลกรัม และไซยาไนด์ 935 กิโลกรัม รั่วไหลลงสู่แม่น้ำ Barskaun ทำให้มีผู้ได้รับสารพิษทั้งหมดจำนวน 2577 คน และ 4 คนในนั้นได้เสียชีวิต มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นคิดเป็นมูลค่าประมาณ139,917,420 บาท [6]

ความเข้มข้นของสารประกอบไซยาไนด์และวิธีการได้รับสารพิษ

1. ทางปาก (Ingestion) ค่า Lethal Dose 50% (LD50) เท่ากับ 50-200 ppm หรือ 1-3 มิลลิกรัมต่อนํ้าหนักร่างกาย (กิโลกรัม)

2. ทางลมหายใจ (Inhalation) ค่า Lethal Concentration 50% (LC50) เท่ากับ 100-300 ppm จะตายภายในเวลา 10-60 นาที แต่ถ้าได้รับไซยาไนด์ 2,000 ppm จะตายภายใน 1 นาที

3. ทางผิวหนัง (Contact) ค่า LD50 เท่ากับ 100 มิลลิกรัมต่อนํ้าหนักร่างกาย (กิโลกรัม)

โดยที่ค่า LD50 คือ ปริมาณสารที่เราให้กับสัตว์ทดลอง แล้วสัตว์ทดลองตายไปครึ่งหนึ่ง หรือ 50% [7]

พิษจากสารไซยาไนด์ [1]

  • อาการเฉียบพลัน ทางเข้าสู่ร่างกายนั้น      สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางการหายใจ ทางการกิน และซึมผ่านผิวหนัง      หากได้รับเข้าไปปริมาณมากจะมีฤทธิ์ยับยั้งการหายใจในระดับเซลล์      ทำให้เซลล์ถึงแก่การตายได้
  • อาการระยะยาว การสัมผัสสาร thiocyanate ในระยะยาว      อาจก่อให้เกิดพิษเรื้อรังได้มีอาการ แขนขาอ่อนแรง ปวดศีรษะ      และโรคของต่อมไทรอยด์ ซึ่งมีรายงานในคนงานโรงงานแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์      และคนงานขัดเครื่องเงิน

แนวทางเอาตัวรอด [1]

  • หากต้องทำงานร่วมกับสารไซยาไนด์ ควรทำงานในสถานที่      ที่มีระบบปิดแบบสมบูรณ์ (complete enclosure of the process) และมีการดูดระบายอากาศเสริม      (exhaust ventilation) รองรับในกรณีที่มีการรั่วไหล
  • สำหรับการทำงานร่วมกับสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ ควรฝึกสอนให้ผู้ปฏิบัติงานรู้จักกลิ่นของสารเพื่อการเฝ้าระวังได้
  • ติดป้ายเตือนสารเคมีอันตรายให้ชัดเจนพร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ผู้ปฏิบัติงาน

แนวทางกำจัดสารไซยาไนด์ นิยมกำจัดสารไซยาไนด์ในรูปสารละลาย จากงานวิจัยของ M.D. Adams [8] ซึ่งทำการวิจัยหาประสิทธิภาพการดูดซึมสารละลายไซยาไนด์โดยใช้ถ่านกัมมันต์ที่ผลิตจากวัสดุต่าง ๆ ดังตารางที่ 1 พบว่าถ่านกัมมันต์ C ซึ่งผลิตจากไม้ (wood) ให้ประสิทธิภาพการดูดซึมสูงสุดประมาณ 90% รองลงมาคือ ถ่านกัมมันต์ B (ประสิทธิภาพการดูดซึม 65%) และถ่านกัมมันต์ A (ประสิทธิภาพการดูดซึม 60%)และ ถ่านกัมมันต์ G 210 (ประสิทธิภาพการดูดซึม 20%) ตามลำดับ ดังนั้นควรเลือกใช้ถ่านกัมมันต์ที่ทำด้วยไม้ในการดูดซึมสารละลายไซยาไนด์ เนื่องจากมีพื้นที่ผิว (Surface area)ในการดูดซึมมากสุด

รูปที่ 1ประสิทธิภาพการดูดซึมสารละลายไซยาไนด์ด้วยถ่านกัมมันต์ชนิดต่างๆ ที่ค่า pH 10, ที่มาของภาพ: งานวิจัยของ M.D. Adams [8]

ตารางที่ 1 ชนิดของถ่านกัมมันต์ชนิดต่างที่ใช้ในงานวิจัยของ M.D. Adams [8]

อ้างอิง

1.นพ.ธีระศิษฏ์ เฉินบำรุง, Cyanide.http://www.summacheeva.org/index_thaitox_cyanide.htm

2.S.I. Baskin, J.B. Kelly, B.I. Maliner, G.A. Rockwood, C.K. Zoltani, Cyanide poisoning,in: S.D. Tuorinsky (Ed.), Textbook of Military Medicine: Medical Aspects of Chemical Warfare, Office of The Surgeon General at TMM Publications, Borden Institute, Washington, DC, 2008, pp. 371–410

3.ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์, http://msds.pcd.go.th/searchName.asp?vID=152

4.http://www.tint.or.th/nkc/nkc51/nkc5102/nkc5102d.html

5.ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์, http://msds.pcd.go.th/searchName.asp?vID=1385

6.http://www.publicconsultation.opm.go.th/rubfung67/doc37.pdf

7.http://www.chemtrack.org/Board-Detail.asp?TID=0&;ID=467

8.M.D. ADAMS, REMOVAL OF CYANIDE FROM SOLUTION USING ACTIVATED CARBON, Minerals Engineering, 1994, Vol. 7, No. 9, pp. 165-1177

© 2012 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

Top Desktop version